บันทึกของน้ำฝน

บันทึกการทำงานในมูลนิธิหมอธารา สนับสนุนภูมิปัญญาและสุขภาพที่เป็นไท

ยกมือในสภากาแฟคนรักเชียงราย 17 ธันวาคม 2015

Filed under: meeting — varie @ 20:22
Tags: ,

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 2558 ท่านแม่ชวนข้า’เจ้าไปร่วม “สภากาแฟคนฮักเจียงฮาย” ครั้งที่ 1 ที่วัดเชตุพน (วัดสันโค้งน้อย) อ.เมือง จ.เชียงราย เราจอดรถแล้วเดินไปยังอาคารที่ประชุมซึ่งอยู่ข้างวิหารวัด มีก๋วยจั๊บแจกฟรีโดยข้า’เจ้าไม่รับเนื้อจึงได้ไข่เพิ่มมาอีกครึ่งฟอง ปรุงรสแล้วอร่อยมาก มีการทำพิธีทางศาสนาและประธานกล่าวต้อนรับ เบรกด้วยกล้วย ส้ม และไมโลซอง จากนั้นจึงเป็นสมัชชาสุขภาพโดยลุงสนั่น เนตรสุวรรณ ประกาศเชิญชวนให้ทุกท่านตั้งใจฟัง แล้วคุณวิม นเรนทรเสนี ก็เปิดสไลด์บรรยายในหัวข้อ “ผลกระทบจากการขยายตัวของเมืองแบบไร้ทิศทาง” คุณวิมให้เราดูภาพผังเมืองเชียงรายที่ชาวต่างชาติออกแบบไว้ให้เป็นตาหมากรุกคือมีถนนเป็นตารางอยู่ในพื้นที่เล็กๆ เทียบกับภาพถ่ายทางอากาศของเมืองเชียงรายปัจจุบันที่มีอาคารสมัยใหม่หนาแน่นขยายออกไปเกินเขตผังเมืองเดิมอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ปัญหาที่เกิดคือมีการถมที่ทำให้ไม่มีพื้นที่รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก น้ำจึงท่วม สิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นไปได้ก็เกิดขึ้นแล้ว ถนนที่ตัดขวางทางเดินน้ำถูกน้ำท่วมอย่างหนัก ภาครัฐรับมือไม่ทัน ที่ดินถูกยึดครองโดยคนต่างถิ่น เหมือนที่ภูเก็ตเต็มไปด้วยโรงแรมของคนรัสเซีย ที่เชียงรายก็จะกลายเป็นแบบนั้น ที่ดินเชียงรายมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆจนคนเชียงรายเองซื้อไม่ไหว คนเชียงรายดั้งเดิมที่ขายที่ดินไปก็เก็บเงินอพยพเข้าเมือง คนที่อยู่อาศัยในเชียงรายมีเงินมากขึ้นทำให้รถยนต์เพิ่มจำนวนจนเกิดปัญหารถติด และเมืองเชียงรายมีไฟแดงจำนวนมาก หลายครั้งเมื่อรถติดแล้วเรียกตำรวจมาโบกถนนจะโล่ง แสดงว่าไฟแดงแก้ปัญหารถติดไม่ได้เท่าตำรวจจราจร ข้า’เจ้าเพิ่งรู้จักคุณวิมในงานนนี้ ส่วนคนอื่นๆที่มางานก็เป็นคนคุ้นหน้าเสียส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีตัวแทนเยาวชนมาร่วมสภาอีก 2 คน ซึ่งกระตือรือร้นให้ความสนใจดี คุณวิมบรรยายนานจนเลยเวลาที่ประชุมจึงเปิดให้แสดงความคิดเห็นในเวลาจำกัด มีผู้หญิงที่นั่งข้างข้า’เจ้ายกมือเสนอหลายครั้งแต่มีคนอื่นได้ไมโครโฟนไปก่อน ก็ยังคงยกมือจนถึงตอนที่ประชุมจะเลิก ในที่สุดที่ประชุมก็อนุญาตเพราะเห็นว่าคงเป็นเรื่องเร่งด่วนจริงๆ ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นเสนอเรื่องที่เห็นว่ายังไม่มีใครพูดคือ “การขนส่งมวลชน” ที่อยากให้พัฒนาขึ้นในจังหวัดเชียงรายเพื่อแก้ปัญหารถติด เมื่อที่ประชุมเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องสำคัญจึงเปิดโอกาสให้คนอื่นแสดงความคิดเห็นอีกเยอะๆ ซึ่งแต่ละคนก็เสนอเรื่องที่จำเป็นจริงๆ ไม่มีการพล่ามเพื่อเสริมภาพลักษณ์ตัวเองแต่อย่างใดเลย จนข้า’เจ้านึกขึ้นมาได้ว่ามีเรื่องที่อยากเสนอมานานแล้ว แต่กลัวท่านแม่จะตำหนิว่าไม่ถูกกาลเทศะ ข้า’เจ้าจึงลุกไปปรึกษาท่านแม่ก่อนจนท่านแม่เห็นด้วยว่าเสนอในที่ประชุมได้ ข้า’เจ้าจึงยกมือ ที่ประชุมก็สนใจ โดยบอกว่าต่อไปให้แสดงความเห็นพร้อมรับประทานอาหารไปพลางก็ได้ แต่ก็ยังไม่มีใครลุก ข้า’เจ้าจึงเสนอว่า มีอาคารชนิดหนึ่งที่ข้า’เจ้าอยากเห็นในจังหวัดเชียงรายมานานแล้ว แต่ยังไม่มีใครสร้างเสียที นั่นคือ “อาคารที่จอดรถ” ถ้าข้า’เจ้ามีเงินข้า’เจ้าจะสร้างอาคารที่จอดรถโดยเฉพาะบริเวณตลาดบ้านดู่และตลาดหน้ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ข้า’เจ้าอยากเสนอให้ภาครัฐเวนคืนที่ดินบริเวณที่รถจอดแออัดมาสร้างอาคารที่จอดรถก่อนที่นายทุนจะเอาที่ดินไปสร้างอาคารพาณิชย์แทน แล้วเก็บค่าจอดรถไปเป็นรายได้เพื่อพัฒนาอย่างอื่นต่อ ที่กล่าวมาก็เห็นว่าทางตลาดบ้านดู่ก็มีการถมที่ดินหลังตลาดเป็นที่จอดรถมาได้พักหนึ่งแล้ว (และตลาดก็ขยายตามจนมีตลาดนัดและเวทีคอนเสิร์ตด้วย แต่ข้า’เจ้าอยากให้สร้างอาคาร 2-3 ชั้นไปเลยเพื่อประหยัดพื้นที่ที่ต้องถมและรองรับรถที่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นเชียงรายน่าจะสร้างที่จอดรถไว้ตามสถานีขนส่งและท่ารถที่สำคัญ เพื่อให้คนมีรถสามารถขับรถจากบ้านมาใช้ขนส่งมวลชนโดยฝากรถของตัวเองไว้ในที่ปลอดภัยได้ จะช่วยลดปัญหารถติดได้อีกทางหนึ่ง ที่ประชุมก็สนใจฟังก่อนที่จะแยกย้ายกันไปตักอาหาร ซึ่งมีข้าวกะเพราไข่ดาว ก๋วยเตี๋ยวน้ำเงี้ยว และก๋วยจั๊บ ข้า’เจ้าเลือกกินก๋วยจั๊บต่อเพราะอร่อยถูกใจ ขณะนั่งกินท่านแม่ก็บอกข้า’เจ้าว่า ในการประชุมที่มีแต่ผู้ใหญ่ ข้า’เจ้าไม่ควรเสนออะไรที่เป็นความต้องการของตัวเอง แต่ควรเสนอเป็นเหตุเป็นผลว่าปัญหาคืออะไรและทางแก้ปัญหาเป็นอย่างไร โดยแนะนำตัวว่าเราคือใครก่อนที่จะเสนอด้วย ข้า’เจ้าก็บอกท่านแม่ว่าข้า’เจ้าไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย และข้า’เจ้าไม่ได้เสนอความอยากของตัวเองแต่พยายามพูดให้น่าสนใจโดยการหยอดคำถามก่อนว่าอาคารอะไรที่ยังไม่มีในจังหวัดเชียงราย ท่านแม่ก็เข้าใจและย้ำว่าต้องแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นขั้นตอนในที่ประชุมแบบนี้ ส่วนข้า’เจ้าก็สงสัยว่าถ้าไม่ประสงค์ออกนามจะไม่แนะนำตัวก่อนแสดงความคิดเห็นได้ไหม เมื่อกินก๋วยจั๊บเสร็จท่านแม่ก็แนะนำให้รู้จักหมอพิษณุซึ่งสนใจเรื่องการศึกษา ข้า’เจ้าจึงขออีเมลเพื่อส่งต้นฉบับหนังสือรุ่งอรุณเชียงรายที่ยังไม่ได้พิมพ์ไปให้ จากนั้นท่านแม่ก็พาข้า’เจ้าไปทอดผ้าป่าที่โรงเรียนม่อนแสงดาวธรรมชาติวิทยาในตอนบ่าย

Advertisements
 

ขอโทษอย่างเป็นทางการ 20 กรกฎาคม 2015

Filed under: article,letter — varie @ 01:32

สวัสดีเดือนกรกฎาคมค่ะ

เดือนนี้เป็นเดือนที่ข้า’เจ้ารู้สึกโชคดีมากๆ เพราะสัปดาห์แรกก็มีเพื่อนคนหนึ่งมาชวนไปร่วมกิจกรรมเกมกระดานคล้ายเกมเศรษฐีชื่อ CashFlow ลงทะเบียน 60 บาท ก่อนและหลังเล่นเกมได้ฟังบรรยายโดยวิทยากรวัยเพื่อนๆ(รุ่นราวคราวเดียวกัน)แบบเป็นกันเอง ได้ความรู้ว่ารายได้ที่เราสามารถหาได้จะมี 4 แบบ ได้แก่ E,S,B,I การเป็นลูกจ้างหรือทำธุรกิจส่วนตัว จะมีรายได้แบบ active การทำธุรกิจใหญ่หรือลงทุนในทรัพย์สิน จะมีรายได้แบบ passive และเมื่อเราเล่นเกม CashFlow ไปเรื่อยๆเราก็จะเริ่มสำนึกว่า อาชีพที่สมัครงานกันเข้าไปทำอยู่เป็นประจำนั้นไม่สามารถจะให้ความมั่นคงหรืออิสระทางการเงินกับเราได้ นอกจากเราจะมีโอกาสในการซื้อหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์เก็บไว้แล้วขายได้ราคาดี และเมื่อมีรายได้มากพอก็จะสามารถทำตามความฝันที่ตั้งเอาไว้ การได้เป็นเจ้าของหรือหุ้นส่วนของบริษัท เช่น ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆที่ทุกคนรู้จักดี จึงถือเป็นความใฝ่ฝันทางการเงินอย่างหนึ่งของทุกคน แล้ววิทยากรก็แนะนำว่าทีมงานที่จัดกิจกรรมนี้ได้รวมกลุ่มกันตั้งบริษัทหนึ่งชื่อย่อว่า F&aD เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของบริษัทข้ามชาติซึ่งเปรียบเสมือนห้างสรรพสินค้ายี่ห้อหนึ่งที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก มีเว็บไซต์สำหรับสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ที่ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวันที่ทุกคนต้องซื้อเป็นประจำ แต่ที่พิเศษคือมีแผนการตลาดเป็นธุรกิจเครือข่าย โดยเสนอว่าผู้สมัครสามารถที่จะทำรายได้จากยอดขายแล้วชวนเพื่อนมาเป็นสมาชิกสร้างองค์กรของตัวเองโดยเน้นการช่วยเหลือสมาชิกให้ทำยอดขายให้ได้ถึงระดับหนึ่ง เมื่อสมาชิกที่ทำรายได้ถึงเป้ามีจำนวนมากพอ ทางบริษัทแม่จะจ่ายเงินเดือนและโบนัสหลักแสนขึ้นไปให้กับผู้สมัครกลุ่มนี้ตลอดชีวิต ทำให้ทุกคนในที่นี้มีสิทธิ์ที่จะหารายได้เสริมจนสามารถออกจากงานประจำได้ภายใน 10 เดือน สามารถเกษียณจากงานและรับเงินเดือนไปเรื่อยๆได้ภายใน 2 ปี มีสิ่งจูงใจคือสามารถตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ได้ตั้งแต่วัยยังหนุ่มสาว ทั้งนี้ทุกคนที่ตัดสินใจสมัครเพื่อเริ่มทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องลงทุนผลิตสินค้า ไม่ต้องสร้างร้านขายของ ไม่ต้องสต๊อกสินค้า ไม่ต้องวางระบบการจัดการ และสินค้าที่จำหน่ายรับรองได้ว่ามีคุณภาพดีกว่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปเพราะใช้ต้นทุนในการวิจัยและพัฒนามากกว่าการโฆษณา นอกจากนี้ F&aD ซึ่งมีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นตอนปลาย ยังมีการพัฒนาระบบต่างๆในการหาผู้สมัครเพิ่มให้ทุกคนสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นมืออาชีพและก้าวหน้าได้รวดเร็วกว่าผู้ใหญ่ที่ทำงานกับบริษัทแม่อยู่ในกลุ่มอื่นๆ ด้วยทัศนคติ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังของทีมที่จะช่วยกันจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อประชาสัมพันธ์องค์กร เป็นสิ่งที่ข้า’เจ้าเห็นและทำให้ข้า’เจ้าประทับใจในการมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้

เมื่อข้า’เจ้าได้ฟังการบรรยายจบ กำลังไตร่ตรองถึงข้อมูลที่ได้รับมา โดยที่ยังไม่ได้สนใจจะสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม เพื่อนของข้า’เจ้าที่ชื่อ แก๊ป ก็ได้พา ริชาร์ด มาแนะนำให้รู้จัก เราไม่ได้คุยอะไรกันมาก ข้า’เจ้าขอตัวกลับที่พักโดยมีแก๊ปออกมาส่งและมอบ DVD แนะนำองค์กร F&aD ให้ข้า’เจ้านำกลับมาดูให้จบ แก๊ปนัดข้า’เจ้าอีกครั้งในสัปดาห์เดียวกันเพื่อให้ข้า’เจ้าสามารถถามคำถามต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างการดู DVD เมื่อข้า’เจ้าดู DVD ก็ได้รู้จักกับ พี่เปี๊ยะ ผู้ก่อตั้ง F&aD ซึ่งเป็นคนที่พูดเก่งมาก สามารถแนะนำองค์กรและตอบข้อโต้แย้งของคนทั่วไปที่มีต่อบริษัทแม่ ที่ F&aD ทำงานให้ ได้ทั้งหมด แผนการตลาดที่ถูกนำมาประมวลเป็น infographic ทำให้ดูเข้าใจง่าย และสร้างเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมจูงใจให้ข้า’เจ้าอยากได้รับผลตอบแทนจากการทำงานให้บริษัทแม่ด้วยเครื่องมืออันชาญฉลาดของ F&aD จนสามารถเกษียณภายใน 2 ปีอย่างที่ F&aD วาดฝันให้บ้าง ด้วยความประทับใจที่ข้า’เจ้ามีในตัวพี่เปี๊ยะในเรื่องการคิดสร้างสรรค์ระบบของกลุ่ม ทัศนคติใหม่ที่สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของบริษัทแม่อันเก่าแก่ และทักษะการพูดที่ทำให้ทุกคนเชื่อมั่น ข้า’เจ้าจึงยินดีไปพบกับแก๊ปตามนัดและถามรายละเอียดความเป็นไปได้ของแผนการตลาดที่จะทำให้ผู้สมัครเข้ากลุ่มสามารถเกษียณภายใน 2 ปี

แก๊ปฟังคำถามจากข้า’เจ้าแล้วสามารถตอบได้ทันทีว่าทุกคนสามารถทำได้ โดยขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่ตั้งไว้ บางคนมีเป้าหมายเพียงแค่หารายได้เพิ่มในแต่ละเดือน บางคนก็มีเป้าหมายที่จะเป็นเศรษฐีร้อยล้าน แต่ทุกคนต้องเริ่มหารายได้ด้วยวิธีเดียวกันคือทำยอดขายสินค้าให้บริษัทแม่ในแต่ละเดือนก่อน เมื่อยอดขายมาก % รายได้ที่บริษัทแม่จะจ่ายกลับมาให้ก็ยิ่งมีมาก วิธีต่อมาคือหาสมาชิกกลุ่มเพิ่มโดยให้สมาชิกทำยอดขายให้บริษัทแม่เหมือนกัน คะแนนที่ได้จากยอดขายของสมาชิกจะถูกนับรวมไปเป็นยอดขายของผู้สมัครทำให้ผู้สมัครสามารถทำยอดได้ง่ายขึ้นและเป็นเงื่อนไขให้ผู้สมัครต้องยินดีที่จะช่วยสมาชิกกลุ่มให้มียอดขายแทนที่จะแข่งขันกันเอง เมื่อผู้สมัครมีสมาชิกที่ดีสามารถทำยอดขายได้ตลอดทั้งปีนับเป็นจำนวนคนมากๆขึ้นไป บริษัทแม่ก็จะจ่ายเงินเดือนที่นอกเหนือจากการทำยอดขายให้ตามระดับ ทั้งนี้ทั้งนั้นระดับยอดขายที่ F&aD ให้ความสำคัญเพราะสามารถช่วยให้ผู้สมัครเลื่อนตำแหน่งได้ก็คือ การที่ผู้สมัครและสมาชิกและสมาชิกของสมาชิกซื้อสินค้าของบริษัทแม่มาใช้หรือแนะนำและขายสินค้าของบริษัทแม่ให้ได้รวมกันแล้วประมาณเดือนละ 450,000 บาท ซึ่งจะทำให้มีรายได้เป็นค่าตอบแทนจากบริษัทแม่เข้ามาประมาณ 100,000 บาท ข้า’เจ้าฟังแล้วรู้สึกว่าไม่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปหากได้สมาชิกกลุ่มหลายๆคนมาช่วยทำคะแนน แต่สิ่งหนึ่งที่ข้า’เจ้ายังติดอยู่ในใจก็คือ ข้า’เจ้ายังไม่อยากเป็นพนักงานขายที่ต้องหาเงินให้บริษัทแม่หลายแสนเพื่อแลกกับรายได้แสนเดียว ขณะที่หากข้า’เจ้าทำธุรกิจส่วนตัวข้า’เจ้าสามารถรับเงินทั้งหมดเป็นรายได้ของตัวเอง แต่เมื่อคิดดีๆแล้วการเป็นลูกจ้างของบริษัทอื่นที่เป็นพนักงานขายโดยตรงอาจจะไม่ได้เงินเดือนตามยอดขายมากเท่านี้ ส่วนการทำธุรกิจส่วนตัว ก็อาจจะต้องจ้างพนักงานขายและแบ่งส่วนรายได้ให้กับพนักงานขายเช่นกัน แล้วเราจะแบ่งเงินที่ได้มาอย่างยุติธรรมได้อย่างไร ข้า’เจ้าจึงเลือกที่จะเชื่อใจบริษัทแม่ของ F&aD

ดังนั้น คำถามต่อไปที่ข้า’เจ้าถามแก๊ปคือ การจะทำยอดขายให้บริษัทแม่ จะต้องขายอะไรบ้าง แก๊ปก็อธิบายประกอบไฟล์ในแท็บเล็ตอย่างคล่องแคล่วว่ามีทั้งอาหารเสริม เครื่องกรองน้ำ เครื่องกรองอากาศ เครื่องสำอาง ในแท็บเล็ตของแก๊ปมีไฟล์วิดีโอการสาธิตสินค้าอย่างชัดเจนและดูเป็นมืออาชีพที่จัดทำโดยกลุ่ม F&aD ทำให้ข้า’เจ้ารู้สึกอุ่นใจว่า หากจะต้องขายของ F&aD ก็มีเครื่องมือช่วยให้ขายได้ง่ายขึ้นอย่างที่แก๊ปเอามาใช้นำเสนอให้ข้า’เจ้าเห็น แก๊ปไม่ใช่คนพูดเก่ง แต่แก๊ปสามารถนำเสนอสินค้าได้โดยการพูดถึงคุณประโยชน์ของสินค้าที่แก๊ปได้สัมผัสโดยตรงหรือเหตุผลในการเลือกสินค้าจากข้อมูลและการสาธิตที่ได้ผลประจักษ์ เมื่อข้า’เจ้าวางใจว่าน่าจะสามารถทำการขายสินค้าเพื่อสร้างยอดขายเป็นผลงานและรายได้ของตัวเองแล้ว ข้า’เจ้าก็สนใจอยากลองสมัครดู แก๊ปจึงไล่เรียงกำหนดการเพื่อทำการนัดข้า’เจ้าไปกรอกใบสมัครที่สาขาของบริษัทแม่บริเวณห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ แล้วแก๊ปก็หลุดปากว่าวันเสาร์แรกของเดือนที่จะมาถึงนี้มีการอบรมเกี่ยวกับปุ๋ย..

แล้วข้า’เจ้าก็ได้รู้ว่า บริษัทแม่ของ F&aD ทำสินค้าประเภทปุ๋ยขายด้วย!

เมื่อแก๊ปนึกได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป ก็นึกออกและบอกข้า’เจ้าว่า มีสมาชิกหลายคนที่อยู่ต่างจังหวัดแล้วสามารถทำยอดได้เป็นกอบเป็นกำเมื่อหันมาจับการขายผลิตภัณฑ์ประเภทปุ๋ย เป็นสายผลิตภัณฑ์ที่สมาชิกส่วนใหญ่นึกไม่ถึง และประจวบเหมาะกับข้า’เจ้าเป็นคนต่างจังหวัดพอดี น่าจะเรียนรู้เรื่องนี้เอาไว้ แก๊ปจึงนัดข้า’เจ้ามาร่วมงานอบรมสินค้าปุ๋ยก่อนที่จะเดินทางต่อไปทำการสมัครเป็นนักธุรกิจของบริษัทแม่อย่างเต็มตัวในเย็นวันที่นัดเลยค่ะ

เสาร์ที่ 1 : ผู้เฒ่าเล่าปุ๋ย

เสาร์นี้เรานัดกันที่ย่านสีลม แก๊ปพาข้า’เจ้ามาที่สถานที่จัดประชุมในโรงแรมแห่งหนึ่ง ได้เจอริชาร์ดและน้องๆวัยทำงานที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับแก๊ป เราคุยกันไม่มาก มีน้องคนหนึ่งมาจากเชียงรายก็เลยอู้คำเมืองใส่กันบ้างพอสนุกสนาน (แล้วก็แอบคิดในใจว่าถ้าน้องเค้ากลับบ้านเค้าจะมาแย่งตลาดปุ๋ยกับเราหรือเปล่า) มีการจ่ายค่าบัตรเข้าฟัง 200 บาท บัตรและโปสเตอร์หน้างานมีการออกแบบ artwork ที่น่ารักมาก เป็นงานที่จัดโดย F&aD เพื่อสมาชิกเฉพาะในกลุ่ม F&aD ที่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นตอนปลายโดยแท้จริง มีทั้งพื้นฐานความรู้เรื่องปุ๋ย มีการสาธิตเพื่อพิสูจน์ปริมาณสารอาหารในปุ๋ยที่มีเข้มข้นกว่าปุ๋ยทั่วไปในท้องตลาดจริง วิทยากรที่เชิญมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์จริง นำผลผลิตทางการเกษตรมาโชว์ว่าได้ผลโตโอเว่อร์อย่างน่าเหลือเชื่อทั้งมันสำปะหลังที่หัวโตเท่าแขน มะนาวลูกเท่าส้มที่บีบน้ำได้เต็มแก้ว และสไลด์ภาพถ่ายจากสวนจริง ต้นจริง ชั่งน้ำหนักจริง เป็นร้อยภาพ เคล็ดไม่ลับในการใช้ปุ๋ยเคมีให้มีประสิทธิภาพที่วิทยากรนำมาเปิดเผยคือ 1.ใส่ปุ๋ยในธาตุที่ตรงกับธาตุที่ขาดแคลนในดิน 2.ใส่ปุ๋ยในอัตราที่พอเหมาะ หากใส่มากเกินไปพืชจะกินไม่หมด ปุ๋ยตกค้างอยู่ในดินทำให้ดินแข็ง 3.ใส่ปุ๋ยในบริเวณที่พืชสามารถดูดไปใช้ได้เต็มที่ อย่าใส่ที่โคนต้น ให้ใส่บริเวณปลายรากฝอย พุ่มใบกว้างถึงไหนรากฝอยยาวไปถึงที่นั่น 4.ใส่ปุ๋ยให้สอดคล้องกับช่วงเจริญเติบโตของพืช เพราะพืชแต่ละช่วงต้องการสารอาหารแตกต่างกัน ซึ่งมีทั้งช่วงกำลังโต กำลังออกดอก และช่วงออกผล การซื้อปุ๋ยแนะนำให้ซื้อแม่ปุ๋ยมาผสมเองอย่าใช้ปุ๋ยสำเร็จรูป เพราะกฎหมายไทยอนุญาตให้ผู้ผลิตปุ๋ยสามารถผสมหินดินทรายลงไปในกระสอบปุ๋ยได้ถึง 53% อยากได้สูตรอะไรสามารถ download ได้ที่ website กระทรวงเกษตรฯ สำหรับปุ๋ยของบริษัทแม่ที่มาให้ข้อมูลนั้นมีความพิเศษคือ เป็นปุ๋ยที่ใช้ฉีดพ่นทางใบ เป็นนวัตกรรมที่มีเจ้าเดียวที่ค้นพบตัวนำสารอาหารเข้าไปสู่ปากใบทำให้พืชกินอาหารทางใบได้ หลายครั้งเมื่อพ่นปุ๋ยให้พืชแล้วใบจะเปลี่ยนสีตามได้ทันที อีกสูตรหนึ่งที่เป็นนวัตกรรมคือสารเพิ่มประสิทธิภาพและปุ๋ยที่ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน ปรับความเป็นกรดด่าง ทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย ใช้มือขุดได้ ดินเปลี่ยนสีชัดเจน และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มีคำโฆษณาจากปากของวิทยากรที่เคยได้รับเกียรติเข้าพบผู้ทำการวิจัยผลิตภัณฑ์มาแล้วบอกว่า อีกร้อยปีก็ไม่มีใครสามารถคิดค้นสิ่งที่เขาค้นพบได้ คำพูดนี้เรียกเสียงปรบมือจากผู้ฟังได้มาก แต่เมื่อพิจารณาโดยข้า’เจ้าแล้วยังมีมุมที่น่าเศร้าคือ องค์ความรู้เหล่านี้ยังถูกจำกัดอยู่ในวงของตัวแทนจำหน่ายที่มีจำกัด ไม่ได้เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะ การที่จะบอกว่าปุ๋ยของที่นี่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่มีความรู้น้อย ก็สามารถช่วยได้เฉพาะคนที่มีกำลังซื้อปุ๋ยเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นข้า’เจ้ายังไม่ทราบว่าปุ๋ยที่ข้า’เจ้าคิดจะขายนั้นมีราคาต่อหน่วยประมาณเท่าไร ก็ได้แต่เก็บความรู้ที่ได้จากงานมาพิจารณา จะเห็นว่าแม้ข้า’เจ้าจะยังไม่ได้ตัดสินใจเป็นตัวแทนจำหน่ายปุ๋ย แต่ความรู้ที่ได้ในงานอบรมครั้งนี้ก็คุ้มค่าบัตร 200 บาทจริงๆ

หลังจากฟังการอบรผู้เฒ่าเล่าปุ๋ยเสร็จแล้ว แก๊ปก็พาข้า’เจ้าไปที่สาขาของบริษัทแม่เพื่อทำการสมัครเป็นนักธุรกิจ จ่ายเงินค่าสมัคร 900 บาท แล้วริชาร์ดก็ตามมาสมทบ ริชาร์ดถามเป้าหมายในการทำธุรกิจของข้า’เจ้า ข้า’เจ้าบอกไปว่าอยากเกษียณภายใน 2 ปี ริชาร์ดจึงแนะนำให้เตรียมหารายชื่อคนที่สามารถชวนมาร่วมธุรกิจให้ได้ 200 ชื่อ และแนะนำให้ลองชวนคนที่สนใจมาร่วมกิจกรรมของ F&aD อย่างที่ข้า’เจ้าได้ไปร่วมเมื่อวันแรก ส่วนการประชุมกลุ่ม F&aD จะมีทุกบ่ายวันเสาร์ และประชุมย่อยของกลุ่มริชาร์ดเองจะมีทุกเย็นวันพฤหัส ประชุมกลุ่มใหญ่จะเป็นเหมือนโรงเรียน ประชุมกลุ่มย่อยจะเหมือนการติวเข้ม ข้า’เจ้าพบว่าริชาร์ดอายุน้อยกว่าข้า’เจ้า 1 ปี และแก๊ปอายุมากกว่าข้า’เจ้า 2 ปี ทำให้ริชาร์ดเรียกข้า’เจ้าด้วยคำนำหน้าว่าพี่ แม้ข้า’เจ้าจะไม่เคยเรียกแก๊ปว่าพี่(เพราะความเคยชิน)ก็ตาม

เมื่อสมัครเป็นนักธุรกิจแล้ว ข้า’เจ้าก็ได้รับเอกสารจากบริษัทแม่ได้แก่ แผนธุรกิจ ระเบียบปฏิบัติ แค็ตตาล็อกสินค้า และคูปองของขวัญสำหรับนักธุรกิจใหม่ที่จัดสินค้าแต่ละประเภทให้เป็นชุดๆและลดราคา มีกำหนดให้ใช้คูปองภายใน 3 เดือน แก๊ปแนะนำให้ข้า’เจ้าซื้อสินค้าแต่ละชุดมาลองใช้เพื่อที่จะสามารถเล่าเรื่องสินค้าที่จะขายได้บนพื้นฐานความเป็นจริงและมีตัวอย่างสินค้าเอาไว้สาธิตให้ลูกค้าในภายภาคหน้าดู แม้จะลดราคาแต่ทุกชุดมีสินค้าจำนวนมากรวมราคาแล้วแต่ละชุดก็หลักพันทั้งนั้น ข้า’เจ้ายังไม่มีเงินเก็บพอที่จะซื้อสินค้าลดราคาชุดใดเลยในเดือนนี้ เพราะค่าสมัครก็ 900 แล้ว งานผู้เฒ่าเล่าปุ๋ยก็เสียไป 200 อีก จึงบอกแก๊ปว่าขอเก็บเงินก่อน ในใจก็คิดว่าแผนการตลาดของบริษัทแม่ช่างโหดจัง เพิ่งสมัครเป็นนักธุรกิจเพื่อทำงานให้ ก็หวังจะขายสินค้าให้เราซื้อใช้เองเป็นชุดๆแล้ว แต่จริงอยู่ที่เมื่อเราซื้อสินค้าเราจะได้แต้ม และอัพไลน์หรือคนที่ชวนเรามาอย่างแก๊ปและอัพไลน์ของแก๊ปอย่างริชาร์ดก็ได้แต้มจากเราไปเหมือนกัน การเสนอคูปองซื้อสินค้าลดราคาเป็นชุดโดยมีแต้มพิเศษจึงไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดนัก เรียกว่าทุกคนได้ผลประโยชน์ เป็น win-win

หลังจากนั้นแก๊ปก็เปิดแท็บเล็ตให้ข้า’เจ้านำรหัสสมาชิกที่ได้สมัครกับบริษัทแม่ มาลงทะเบียนเข้าเว็บของ F&aD โดยในเว็บก็จะมีคลิปวิดีโอและคลิปเสียงที่อัดจากกิจกรรมต่างๆ ความยาวประมาณคลิปละ1ชั่วโมงมาให้สมาชิกกลุ่มได้ซึมซับและศึกษา แก๊ปบอกว่าใน 2 สัปดาห์แรก ข้า’เจ้าต้องดูคลิปในหมวดผู้เริ่มต้นให้ได้ประมาณ 20 คลิป เมื่อกลับถึงที่พักข้า’เจ้าก็เลือกดูคลิปที่สั้นๆก่อน มีคลิปเพลงประจำกลุ่ม F&aD เป็นเพลงร็อคภาษาอังกฤษที่ให้แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายร่วมกัน ภาพประกอบส่วนใหญ่เป็นภาพพี่เปี๊ยะที่ไปพูดบนเวทีและท่องเที่ยวตามประเทศต่างๆเป็นการรับสมนาคุณตอบแทนจากการทำงานให้บริษัท ซึ่งให้แรงบันดาลใจว่าทุกคนก็สามารถทำอย่างพี่เปี๊ยะได้ ข้า’เจ้าชอบเพลงนี้มากและประทับใจกับเนื้อร้องท่อนที่ร้องว่า “pressurize dust into gold” จากนั้นก็ได้ดูคลิปแนะนำ ปาร์ก นักธุรกิจระดับเพชรที่เด็กที่สุดใประเทศไทย ปาร์กอายุรุ่นเดียวกันกับข้า’เจ้า (ปัจจุบัน 27 ขวบ) ปาร์กเป็นลูกเศรษฐีที่มีกิจการอุตสาหกรรมหลากหลาย แต่เลือกที่จะทำธุรกิจเครือข่ายกับ F&aD เพื่อเป็นรายได้ของตัวเองโดยมองความมั่นคงในชีวิตเป็นหลัก ปาร์กแนะนำดาวน์ไลน์ของตัวเองที่เป็นเพื่อนตามๆกันมา หนึ่งในนั้นมีริชาร์ดซึ่งปัจจุบันเป็นนักธุรกิจระดับมรกตควบคู่กับการเป็น DJ อยู่ที่คลื่นเพลงสากลของคนรุ่นใหม่ ริชาร์ดหน้าตาดีพอใช้และมีแฟนคลับพอสมควร ทำให้ข้า’เจ้ารู้สึกประทับใจที่ได้พูดคุยใกล้ชิดกับคนในคลิปอย่างริชาร์ดแบบเป็นกันเอง

วันต่อมาข้า’เจ้าเริ่มเข้าเฟซบุ๊ก เปิดช่อง chat เพื่อชวนเพื่อนๆที่น่าจะสนใจไปร่วมกิจกรรมของ F&aD แต่ผลที่ได้คือไม่มีใครว่างในวันธรรมดา และเพื่อนบางคนรู้แล้วว่าข้า’เจ้าจะชวนไป F&aD จึงปฏิเสธตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อนคนนี้ไม่รังเกียจที่ข้า’เจ้าเข้าร่วมกับ F&aD แตก็บอกว่าบริษัทแม่ขายสินค้าราคาแพงมาก บางทีลูกค้าเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่มีกำลังซื้อ บริษัทก็ใช้กลยุทธ์ต่างๆนานาทำให้ลูกค้าซื้อให้ได้ ข้า’เจ้านึกถึงคูปองลดราคาสินค้าเป็นชุดที่ได้มา ข้า’เจ้าก็ยังไม่มีกำลังซื้อ เมื่อเปิดแค็ตตาล็อกดูราคาสินค้าแล้ว แม้ข้า’เจ้าจะมีทัศนคติดีมากต่อสินค้าของบริษัทแทบทุกรายการ เช่นอาหารเสริมที่เคยมีคนซื้อมาให้ที่บ้านเป็นของขวัญ ก็ต้องตกใจเมื่อราคาของที่ถูกที่สุดในชุดนั้นอยู่ที่ประมาณ 500 บาทจากที่คิดว่าคงไม่เกิน 200 บาท ทำให้ข้า’เจ้าเริ่มคิดว่าถ้าจะขายคงขายยากมาก ยิ่งสังคมข้า’เจ้าเป็นชนชั้นกลางต่างจังหวัด เพื่อนๆก็กำลังทำงานเงินเดือนไม่เกิน 2 หมื่น ไม่ใช่วัยที่เป็นเจ้าคนนายคน ข้า’เจ้าไม่อยากจะยัดเยียดหรือขูดรีดคนอื่นหรือแม้แต่ตัวเองให้ต้องทำรายได้ให้กับบริษัทแม้ว่าจะได้ค่าตอบแทนเท่าใดก็ตาม คิดไได้ดังนั้นข้า’เจ้าจึงตัดสินใจไม่ทำธุรกิจกับบริษัท

แต่ข้า’เจ้าชอบ F&aD มาก ชอบพี่เปี๊ยะ ชอบแก๊ป ข้า’เจ้าอยากเรียนรู้กับ F&aD ในวิธีการประชาสัมพันธ์ ข้า’เจ้าจึง “เนียน” เป็นคนกระตือร้อร้น เข้าหาข้อมูล เก็บข้อมูลให้ได้คุ้มค่ามากที่สุด แล้วลุยต่อไป..

เสาร์ที่ 2 : ฉะเชิงเทรา – อนุสาวรีย์ชัย

เสาร์นี้ข้า’เจ้าเตรียมพร้อมสำหรับการไปประชุมกลุ่ม F&aD ครั้งแรก แต่อยู่ๆแก๊ปก็โทรมาบอกว่า เปลี่ยนแผนเป็นการเดินทางไปฉะเชิงเทรา เพื่อไปฟังริชาร์ดขึ้นเวทีพูดในที่ประชุมเป็นครั้งแรก ข้า’เจ้านัดเจอกับแก๊ปก่อนแล้วก็รอริชาร์ดซึ่งเพิ่งขับรถกลับจากงาน DJ ที่เพชรบุรีมาอาบน้ำแต่งตัวใหม่แล้วขับรถมารับพวกเราไปฉะเชิงเทรา ข้า’เจ้าทักริชาร์ดว่าเห็นริชาร์ดในคลิปและชอบเพลงประจำ F&aD มาก ริชาร์ดบอกว่าเพลงนี้ริชาร์ดกับเพื่อนอีกคนเป็นคนช่วยกันแต่งขึ้นมาเพื่อใช้ในงานต่างๆจะได้ไม่ติดค่าลิขสิทธิ์ ส่วนดนตรีก็มีเพื่อนอีกหลายคนที่มีความสามารถใน F&aD มาทำให้ ข้า’เจ้าก็รู้สึกชื่นชมริชาร์ดและทีมงานมาก เพราะเพลงที่ได้มาสามารถเทียบชั้นกับเพลงสากลที่ฮิตติดชาร์ตได้สบายๆ ระหว่างทางริชาร์ดแวะรับน้องที่ ABAC มาร่วมทางอีกคนรวมบนรถยนต์ส่วนตัวมี 4 คน เมื่อแก๊ปขอนั่งข้างหลังเพื่อใกล้ชิดน้องและสลับข้า’เจ้ามานั่งหน้าคู่กับริชาร์ด ริชาร์ดก็หยิบ CD เสียงบรรยายของผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจกับบริษัทมาเล่าเรื่องการทำงานและสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเราฟัง สังเกตว่าริชาร์ดเป็น DJ แต่มี CD เสียงการบรรยายธุรกิจแบบนี้เป็นตั้ง คงไม่แปลกที่ริชาร์ดจะเป็นนักธุรกิจระดับมรกตตั้งแต่อายุเท่านี้ได้

เมื่อถึงรีสอร์ทที่ฉะเชิงเทรา เรา 4 คนได้รับการต้อนรับอย่างดีจากกลุ่ม Buzzolute ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำงานให้บริษัทแม่เหมือนกับ F&aD โดยสมาชิกกลุ่มนี้จะมีอายุมากกว่าสมาชิกกลุ่ม F&aD หน่อย เราได้ทานอาหารโรงแรมฟรี ได้ฟังบรรยายฟรีในห้องประชุมที่มีคนฟังหลายร้อยคน คุณลุงคนที่พูดก่อนหน้าริชาร์ดก็พูดได้สนุกมาก ข้า’เจ้ารู้สึกทึ่งที่นักธุรกิจในบริษัทมีคนที่พูดเก่งระดับเวทีใหญ่อยู่มากมายหลายคน ริชาร์ดนั่งเตรียมสไลด์ในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กแบบสบายๆ มีแก๊ปพกกล้องมาเก็บภาพให้ เมื่อถึงคิวริชาร์ดพูดก็มีลูกเล่นในการเปิดตัว เช่น ปิดไฟแล้วเกณฑ์ทีมงานออกมาเดินนำขบวนส่งตัวเองขึ้นเวที ใช้แสงสีเสียงดูยิ่งใหญ่มาก ริชาร์ดแนะนำตัวและพูดถึงความสำเร็จที่ได้จากบริษัท เมื่อริชาร์ดพูดจบก็มีคนล้อมหน้าล้อมหลังถ่ายรูปไม่ได้หยุด ข้า’เจ้ามองแล้วก็แอบยิ้มในใจว่าตัวเองได้สิทธิถ่ายรูปเซลฟี่ขณะนั่งรถคู่กับริชาร์ดไปแล้วด้วยกล้องที่แก๊ปยื่นมาให้ถ่ายขำๆ

พวกเราคณะของริชาร์ดขับรถกลับกรุงเทพในตอนเย็น ริชาร์ดส่งน้องที่ ABAC แล้วถามข้า’เจ้าว่าจะลงที่ไหน ข้า’เจ้าถามกลับว่าจะส่งแก๊ปที่ไหน แก๊ปบอกแก๊ปจะไปฟังอีกงานหนึ่งที่ ปาร์ก ได้รับเชิญไปพูด ประมาณ 2 ทุ่ม ข้า’เจ้าสนใจอยากตามไปฟังด้วย แต่แก๊ปกับริชาร์ดบอกว่างานนี้เป็นงานสำหรับผู้นำ ไม่เหมาะกับสมาชิกที่เพิ่งเริ่มเข้ามา ไม่แน่ว่าจากที่เปิดใจทำอาจจะกลายเป็นปิดใจได้ แต่เมื่อบอกแบบนี้แล้วข้า’เจ้าจะเข้าไปฟังด้วยก็ได้ ถือว่าตรงและจริงใจ ไม่นานริชาร์ดก็โทรศัพท์ได้ข้อมูลว่างานนี้จะเลื่อนจาก 2 ทุ่มเป็น 6 โมงครึ่ง และจะแวะรับเพื่อนคนหนึ่งก่อนจะไปส่งข้า’เจ้ากับแก๊ปที่รถไฟฟ้า แล้ว โชค ก็ขึ้นรถมา โชคเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันกับข้า’เจ้าและทำฟรีแลนซ์ที่น่าสนใจอยู่ ข้า’เจ้าเห็นโชคบ่อยๆใน Line กลุ่ม ดูเป็นคนขยันมาก ริชาร์ดส่งเราลงกลางสี่แยกเพราะรถติดจนถึงเวลาสาย เรา 3 คนรีบขึ้นรถไฟฟ้าไปที่อนุสาวรีย์ชัยแล้วริชาร์ดจะตามไปสมทบทีหลัง

แก๊ป โชค และข้า’เจ้า เดินทางมาถึงสถานที่จัดประชุมของกลุ่ม Lovevolution เป็นห้องประชุมเล็กๆขนาดเท่าห้องเรียนห้องหนึ่ง พิธีกรบนเวทีกำลังแผดเสียงเกริ่นนำรายการด้วยพลังเต็มเปี่ยม ฝ่ายโสตฯเปิดเพลงปลุกใจดังกระหึ่ม พี่ป้าน้าอา(ระดับอายุส่วนใหญ่ของสมาชิกกลุ่ม)ปรบมือตามจังหวะให้กำลังใจคนบนเวที มีเก้าอี้สำรองสำหรับผู้ติดตามแขกรับเชิญจัดไว้ให้ข้างๆ พวกเราจึงได้เข้ามานั่งฟังโดยไม่ต้องเสียค่าลงทะเบียน กลุ่ม Lovevolution ให้ความสำคัญกับการทำยอดขายมาก คนที่ทำยอดขายได้แม้ในระดับต่ำสุดก็จะถูกเชิญให้ขึ้นมารับความชื่นชมและกำลังใจบนเวทีโดยไม่ลืมที่จะขอบคุณอัพไลน์ที่ดูแลจนทำยอดขายสำเร็จ ต่อไปในช่วงแรกเราได้ฟังเรื่องของโรงงานฮาร์ดดิสก์ที่เจอวิกฤติน้ำท่วมแต่ด้วยการปลูกฝังคุณลักษณะ7ประการให้กับพนักงานทำให้โรงงานสามารถฟื้นตัวได้ในเวลาอันรวดเร็ว ระหว่างฟังข้า’เจ้าก็ถือสมุดพกในมือซ้ายและปากกาในมือขวา จดหัวข้อและประเด็นที่จับได้เป็นบางเรื่อง แต่ขณะเดียวกันข้า’เจ้าก็สังเกตเห็นโชคจดตัวหนังสือเป็นพรืดเต็มหน้าในสมุดนักเรียนจนข้า’เจ้าอึ้ง มีครั้งหนึ่งที่โชคจดไม่ทันแล้วแอบดูหัวข้อที่ข้า’เจ้าจด ปรากฏว่าโชคอ่านลายมือข้า’เจ้าออก ข้า’เจ้าจึงประทับใจโชคมากเพราะชอบจดเหมือนกัน

และในที่สุดประมาณ 2 ทุ่มก็ถึงคิวของปาร์กที่จะขึ้นพูด ข้า’เจ้าสังเกตเห็นคนถือโน้ตบุ๊กสีขาวมีสติ๊กเกอร์พรีเมียม F&aD ติดเต็มไปหมด นำมาส่งให้โต๊ะฝ่ายโสตฯ ข้า’เจ้าเดาว่าเป็นโน้ตบุ๊กของปาร์ก และถ้าเป็นโน้ตบุ๊กปาร์กจริงก็คงจะน่ารักไม่หยอก ดูปาร์กมีความเป็นเด็กและไฮเปอร์อยู่ในตัว ปาร์กแนะนำตัวว่าเป็นนักธุรกิจระดับเพชรที่มีพื้นฐานครอบครัวดี มีชีวิตที่มั่นคงแล้วแต่เมื่อเห็นคนอื่นๆยังทำงานอยู่ก็กลับมาทุ่มเทให้กับงานอีกรั้ง ปาร์กบรรยายถึงวิธีประสบความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจของบริษัท ตั้งแต่การมีเป้าหมายชีวิตชัดเจน เลือกเส้นทางที่ถูก มีทักษะการทำธุรกิจครบตั้งแต่การอธิบายแผนการตลาด การสาธิตสินค้า ทำงานหนัก โดยปาร์กได้ถ่ายภาพคนที่ปาร์กได้ทำการชวนเข้าบริษัทแบบตัวต่อตัวเป็นรายบุคคลมานำเสนอในสไลด์ จำได้หมดว่าใครเจอที่ไหน รู้จักหรือแปลกหน้า ชวนสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แล้วปาร์กก็หาคนต่อไป ปาร์กไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรเพียงแค่ทำพื้นฐานอย่างที่ทุกคนต้องทำแต่ปาร์กขยัน ไม่ย่อท้อ และอุทิศชีวิตทั้งหมดให้กับบริษัทจริงๆ ข้า’เจ้าได้ฟังปาร์กแล้วก็ชอบปาร์กมาก แต่ก็คิดว่าข้า’เจ้าคงไปถึงจุดที่ปาร์กอยู่ไม่ได้ เพราะข้า’เจ้าจะไม่อุทิศทั้งชีวิตให้กับบริษัทข้ามชาติ ไม่อยากนอนฝันเป็นการสาธิตสินค้าอย่างที่ปาร์กเป็น ปาร์กได้พูดไว้ว่า หากเราไม่สามารถทำตามเป้าหมายอย่างเต็มที่ได้ แสดงว่าเรากำลังรออะไรอยู่ คำพูดนี้เรียกเสียงปรบมือได้มากสำหรับมวลชนที่บ้าคลั่ง แต่ข้า’เจ้ากำลังคิดว่า ข้า’เจ้ากำลังรอเป้าหมายอื่นอยู่อย่างที่ปาร์กพูดจริงๆ

เมื่อปาร์กบรรยายจบ ข้า’เจ้ารู้สึกว่าโชคดีมากเมื่อทาง Lovevolution ได้เตรียมคำถามในแบบผู้ใหญ่ที่ทำการบ้านมาดีมาถามปาร์ก ในเรื่องสาเหตุของความสำเร็จจากตัวปาร์กเอง ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากรอบครัวมาเป็นอย่างดี ทำอะไรก็สำเร็จ และความสำเร็จที่ปาร์กได้รับถ่ายทอดมาจากรุ่นพี่หรืออัพไลน์ในกลุ่ม ในบริษัท ปาร์กก็เล่าว่าพี่เปี๊ยะสอนปาร์กอย่างไร ให้โอกาสปาร์กอย่างไร เชื่อมั่นในตัวปาร์กอย่างไร เมื่อสัมภาษณ์จบ คุณป้าพิธีกรยามดึกได้มอบคำคมไว้ให้พวกเราคิด ว่า “พลังที่ร้ายแรงที่สุด คือพลังของความซาบซึ้ง” ซึ่งปาร์กก็สามารถแปลความจากป้าออกมาได้ว่าคือ “พลังของ team” นั่นเอง คำคมถัดไปที่คุณป้าฝากไว้ก็คือ “คนที่โชคร้ายที่สุด คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองโชคดี” ทำให้ข้า’เจ้ากลับมาพิจารณาตัวเองว่ากำลังโชคดีอยู่จริงๆ ข้า’เจ้าไม่รู้ว่าจะตอบแทนความโชคดีที่ได้มาตั้งแต่ต้นเดือนนี้ได้อย่างไร จากที่ตั้งใจว่าจะเรียนรู้ 1เดือนแล้วก็ออก ข้า’เจ้าควรจะรักษาสภาพความเป็นสมาชิกกลุ่มอยู่ต่อไปดีหรือไม่

ตามวัฒนธรรมกลุ่ม F&aD จะทำการ after meeting เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้ว่ามันจะ 5 ทุ่มแล้ว สมาชิกกลุ่ม F&aD ที่ติดตามมาฟังปาร์กวันนี้ก็ได้มา after meeting กัน สมาชิกแต่ละคนให้กำลังใจปาร์กและอวยพรให้ปาร์กประสบความสำเร็จได้ตำแหน่งใหญ่ในบริษัทอย่างที่ฝัน และต่างคนต่างประกาศเป้าหมายของตัวเองออกมา เช่น จะทำยอดขาย จะทำตำแหน่ง จะรับรางวัล จะไปเจอกันในทริปต่างประเทศ ฯลฯ สำหรับโชคก็พิเศษและน่าสนใจที่สามารถวิเคราะห์ข้อดีของกลุ่ม Lovevolution มาให้ F&aD ไปปรับใช้ได้ ส่วนข้า’เจ้าที่ตั้งใจว่าจะออกก็ไม่อาจประกาศเป้าหมายใดๆให้คนในที่นั้นฟังได้ จึงเริ่มด้วยการบอกว่าข้า’เจ้าโชคดีมาก แทนที่จะต้องไปเข้า training ที่ center เป็นครั้งแรก กลับได้เดินทางไปเรียนรู้วัฒนธรรมกลุ่มอื่นถึง 2 กลุ่มในวันเดียว ได้ฟังนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จพูดให้แรงบันดาลใจถึง 5 คน และข้า’เจ้าพูดไม่เก่งจึงไม่สามารถจบด้วยการประกาศเป้าหมาย ด้วยพลังของบรรยากาศก็ทำให้ข้า’เจ้ารอดพ้นจาก after meeting ครั้งนี้ไปได้ ทุกคนจับมือให้กำลังใจกัน แล้วก็แยกย้ายกันกลับ

เมื่อกลับถึงที่พัก ข้า’เจ้าอาบน้ำด้วยความเหนื่อยล้า พลังกายทั้งหมดถูกงัดออกมาใช้ในการปรบมือโห่ร้องไปกับกลุ่ม Lovevolution แล้ว ในสมองมีแต่เสียงพูดคุยถึงชื่อบริษัทและการทำยอดทำตำแหน่ง วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา กว่าจะเปลี่ยนไปคิดเรื่องอื่นได้ก็แทบจะสำลักคำพูดออกมา..

“ข้า’เจ้าไม่ได้อยากจะมีขีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องแบบนี้ นี่ไม่ใช่ชีวิตแบบที่ข้า’เจ้าต้องการ”

สัปดาห์ต่อมาข้า’เจ้ามีงานฟรีแลนซ์ต้องไปช่วยแม่เก็บข้อมูลหมอพื้นบ้านที่เชียงรายจะกลับในวันศุกร์ ข้า’เจ้าจึงบอกริชาร์ดกับแก๊ปว่าจะไม่ได้ไปประชุมกลุ่มในวันพฤหัส เมื่อริชาร์ดทราบว่าข้า’เจ้าจะไปเชียงรายคือตั้งใจว่าจะไม่ว่าง ริชาร์ดกลับเห็นวิกฤติเป็นโอกาส ฝากข้า’เจ้าให้ไปหาลูกค้าที่เชียงรายแทน ก่อนไปเชียงรายแก๊ปนัดข้า’เจ้าโอนไฟล์ที่ใช้สำหรับนำเสนอสินค้าและแผนการตลาดที่แก๊ปมี พร้อมสอนวิธีใช้ไฟล์ในโฟลเดอร์ต่างๆให้อย่างครบถ้วน และมอบสมุด pattern การทำงานใน F&aD มาให้ข้า’เจ้าเริ่ม list ชื่อคนตามแบบฟอร์ม สมุดแบบฟอร์มพิมพ์มาสวยมาก ข้า’เจ้าไม่กล้าทำสกปรกจึงใช้ดินสอเขียนแทนปากกา

เมื่อเดินทางถึงเชียงราย ได้กลับมาทำงาน NGO เหมือนเก่า ข้า’เจ้าก็สำนึกได้ว่า

1. ข้า’เจ้าทำงานกับหมอพื้นบ้าน ซึ่งสนับสนุนให้คนไทยพึ่งตนเอง ใช้สมุนไพรไทยบำรุงร่างกายและรักษาโรค ดังนั้น ข้า’เจ้าจะทำงานพิเศษเป็นตัวแทนจำหน่ายอาหารเสริมต่างประเทศจากบริษัทข้ามชาติไม่ได้

2. ข้า’เจ้ามีอุดมการณ์สนับสนุนการผลิตปัจจัย 4 ใช้เอง แม้แต่สบู่แชมพู เมื่อกลับไปเยี่ยมเครือข่ายที่เชียงราย ข้า’เจ้าก็ได้รับของฝากเป็นสบู่แชมพูทำเองในครัวเรือน ข้า’เจ้าไม่สามารถขายสบู่แชมพูจากบริษัทข้ามชาติให้กับคนเหล่านี้ได้

3. ข้า’เจ้าชอบที่บริษัทให้ความสำคัญกับการทำฟาร์มวัตถุดิบแบบออร์แกนิก แต่การสร้างความร่วมมือให้บริษัทเป็นสปอนเซอร์ถ่ายทอดความรู้ในการฟาร์มออร์แกนิก(ไร่อินทรีย์)เพื่อการพึ่งตนเองโดยไม่ต้องซื้อสินค้าของบริษัท เป็นไปได้ยาก

4. ข้า’เจ้าอยากช่วยคนทั่วไปให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยสินค้าที่มีคุณภาพดี แต่ข้า’เจ้าไม่สนับสนุนสินค้าราคาแพงที่เอากำไรจำนวนมากไปจ่ายให้กับตัวแทนจำหน่ายที่เป็นบุคคลและเครือข่าย

5. ข้า’เจ้าไม่สามารถที่จะเลือกรับรายได้แบบ passive แลกกับการที่จะต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต และจะรู้สึกผิดมากขึ้นเรื่อยๆหากยังคงมีรายได้จากกำไรของสินค้าที่คนอื่นในเครือข่ายทำยอดให้ขณะที่ข้า’เจ้าสามารถหยุดงาน

เสาร์ที่ 3 : ปาร์ก แก๊ป ริชาร์ด

เมื่อกลับจากเชียงรายมาถึงกรุงเทพอีกครั้ง แก๊ปนัดข้า’เจ้าในวันเสาร์เพื่อจะพาข้า’เจ้าไปเข้าประชุมกลุ่ม สำหรับข้า’เจ้าที่เพิ่งมาใหม่ การประชุมกลุ่ม 4 ครั้งแรกจะจัดขึ้นที่ห้องประชุมต่างหาก มีค่าลงทะเบียน 100 บาท ในวันนี้ก็โชคดีอีกครั้งที่ผู้บรรยายหัวข้อแผนการตลาดให้พวกเราหน้าใหม่ฟังนั้นได้แก่ ปาร์กตัวเป็นๆ ตอนแก๊ปพาข้า’เจ้าเข้ามาจองที่นั่ง ปาร์กก็นั่งเตรียมตัวบรรยายอยู่หน้าคอมพิวเตอร์สีขาวที่ติดสติ๊กเกอร์เครื่องเดิม แก๊ปขอตัวไปฟังบรรยายอีกห้องหนึ่ง ส่วนปาร์กก็แนะนำตัวแล้วก็บรรยายแผนการตลาดไปตามหน้าที่ ข้า’เจ้าดูปาร์กตั้งใจทำงานมาก แม้ในคลาสเล็กๆสำหรับสมาชิกกลุ่มหน้าใหม่ ปาร์กก็ยังรับหน้าที่มาบรรยายเอง เมื่อปาร์กบรรยายจบ แก๊ปก็โทรเรียกให้ข้า’เจ้าเข้าไปฟังบรรยายในห้องรวม น่าแปลกใจที่คนพูดในวันนี้บุคลิกไม่น่าจะเป็นนักพูดเลยแต่ก็พูดได้สนุกมาก ต่อมาเป็นข้อควรระวังในการทำตลาดด้วย social network ไม่ควรโฆษณาพร่ำเพรื่อ และไม่ควรเปิดเผยแบบสาธารณะ ปิดท้ายด้วยการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆของกลุ่ม

เมื่อออกจากห้องประชุม ข้า’เจ้ากับแก๊ปได้พบกับปาร์กโดยบังเอิญ แก๊ปกับปาร์กคุยกันอย่างคุ้นเคย ปาร์กไม่ถือตัวเลย ข้า’เจ้าจึงบอกไปว่าปาร์กพูดเร็ว ข้า’เจ้าไม่ถนัดตัวเลข ซึ่งตัวเลขในสไลด์มีเยอะจนอาจจำสลับกันได้ ปาร์กก็รับฟังและกล่าวติดตลกว่าเงินมันเยอะ

เมื่อลงจากอาคารมาถึงชั้นล่างก็มีการจับกลุ่มคุยกันเป็นวงๆ ทำการ after meeting กลุ่มย่อย ข้า’เจ้าและแก๊ปอยู่ในกลุ่มของริชาร์ด โชคยืนอยู่ข้างๆริชาร์ดดูเหมือนเป็นคนที่สามารถปรึกษาได้ เมื่อริชาร์ดและคนระดับหัวหน้ากลุ่มพูดจบทุกคนก็แยกย้ายออกไปเหลือแต่ข้า’เจ้ากับแก๊ปและริชาร์ด 3 คน ทำให้ข้า’เจ้ารู้สึกพิเศษมาก ริชาร์ดขอดูรายชื่อที่ข้า’เจ้าเขียนมาในสมุดแบบฟอร์ม และวางแผนให้เสร็จสรรพว่าจะให้ข้า’เจ้าติดต่อใครไปทำอะไรอย่างไร ความจริงข้า’เจ้ากำลังหาโอกาสที่จะบอกปฏิเสธและขอลาออกจากการเป็นนักธุรกิจของบริษัท แต่บรรยากาศและอะไรต่างๆทำให้ข้า’เจ้าต้องพยักหน้าตามไปเรื่อยๆ ข้า’เจ้าไม่กล้าปฏิเสธแก๊ปกับริชาร์ดเลย ต้องบอกว่าแก๊ปปกับริชาร์ดเป็นอัพไลน์ที่ดีมากจริงๆ

วันนี้ (1วันต่อมา) ข้า’เจ้าตัดสินใจเขียนคำขอโทษอย่างเป็นทางการ ลงในบล็อกนี้ เพื่อที่จะขออนุญาต ขอลาออกจากการเป็นนักธุรกิจของบริษัท ข้า’เจ้าไม่ได้รังเกียจกลุ่ม F&aD เลย ข้า’เจ้าชอบสไตล์ของกลุ่ม F&aD มาก แต่นโยบายของบริษัทเช่นราคาสินค้าหรือการไม่ลงมาแข่งขันในตลาดทั่วไปเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าในตลาด ทำให้ข้า’เจ้าไม่เต็มใจที่จะทำธุรกิจด้วย ข้า’เจ้าชอบแก๊ป ชอบริชาร์ด ชอบโชค และชอบปาร์กมาก ชอบในแบบของคนที่อยากจะทำธุรกิจร่วมกัน ทุกคนเป็นอัพไลน์ที่ดีและอบอุ่นมาก หาก F&aD ทำธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ของบริษัทแม่ปัจจุบันนี้ หรือหากบริษัทแม่นี้รับฟังในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (social responibility) มากขึ้น ข้า’เจ้าอาจจะกลับมาร่วมงานกับ F&aD อีกครั้งหนึ่ง

ขอบคุณมากสำหรับเดือนแห่งความโชคดีเดือนนี้

ขอบคุณสำหรับมิตรภาพ ความเป็นกันเอง ความอบอุ่น

ขอบคุณมากจริงๆ

ฝน ธาราวดี

ปล. ขอบคุณแก๊ปมากสำหรับ DVD แนะนำองค์กรที่ข้า’เจ้าขอ ตอนแรกแก๊ปไม่ให้เพราะอยากให้ประหยัดหากมีใครสนใจก็ใช้ของเก่าที่แก๊ปให้ข้า’เจ้ามาก่อนแล้วหมุนเวียนกัน แต่พอคุยกับริชาร์ดสักพักข้า’เจ้าขอ DVD จากริชาร์ดแล้วริชาร์ดขอจากแก๊ป แก๊ปก็ยินดีหยิบ DVD ส่งให้ข้า’เจ้าอีกทีหนึ่ง DVD ราคา 60 บาท ข้า’เจ้าจ่ายเงินให้แต่แก๊ปไม่รับ ข้า’เจ้าก็เกรงใจมาก ที่ขอ DVD มาไม่ได้คิดจะเอาไปชวนคนสมัครแต่เพราะมีคนที่สนใจอยากได้ไปศึกษา เป็นอาจารย์สอนวิชา “การสื่อสารสาธาณสุข” ค่ะ (และอันนี้ก็ไม่ทราบนะคะว่าถ้าอาจารย์ดู DVD แล้วจะสนใจอยากสมัครเป็นสมาชิกด้วยรึเปล่า) (ถ้าสนใจข้า’เจ้าจะส่งต่อให้แก๊ปเลยค่ะ)

 

จาก NLP ถึงพ่อกับแม่ 30 พฤษภาคม 2015

Filed under: letter — varie @ 23:35
Tags: , , ,

วันนี้ข้า’เจ้าได้ไปเรียนคอร์ส NLP (Neuro Linguistic Programming) ที่สถาบันวิทยาศาสตร์พลังจิต องค์รวมแห่งศาสตร์พลังงานและการแพทย์ทางเลือก พหลโยธิน 24 พี่บอย วิทยากร ทำหน้าที่เป็นโค้ช นำพาผู้เข้าอบรมให้ดึงดูดความสำเร็จเข้ามาหาตนเองด้วยการโปรแกรมระบบประสาทในร่างกาย ซึ่งข้อมูลที่เราได้รับผ่านประสาทสัมผัสทั้งหมดจะกลายเป็นทรัพยากรที่มีผลกับการเดินเส้นทางชีวิตของเรา ทรัพยากรที่มีแรงกระตุ้นทางอารมณ์เราจะจำได้และจะถูกเก็บกลับมาใช้ในยามที่ถูกกระตุ้นแบบเดียวกันอีกครั้ง ดังนั้นคอร์สวันนี้จึงเน้นการสร้างทรัพยากรที่มีแรงกระตุ้นทางอารมณ์ ออกท่าออกทาง ตะโกนสุดเสียง หันไปตบมือไฮไฟว์กับเพื่อน และกอดแสดงความยินดีให้กันและกันเมื่อเฉลิมฉลองถึงความสำเร็จที่ได้มา โดยการแสดงออกให้กันและกันในครั้งนี้จะไม่สนใจว่าความสำเร็จแต่ละอย่างของแต่ละคนเล็กน้อยแค่ไหน แต่จะเน้นการแสดงออกด้วยท่าทางและน้ำเสียงว่ารสชาติแห่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นั้นเป็นอย่างไร เพื่อให้ระบบประสาทและร่างกายได้รับรู้และจดจำเอาไว้ให้เคยชิน เพื่อที่จะนำเราไปหาความสำเร็จเช่นนั้นให้ได้จริงๆ

***มีข้อควรระวังในการปฏิบัติคือ ใครที่อยู่ในอารมณ์ “ซึมเศร้า” เราอย่าไป “กอด” หรือแตะตัวเค้า เพราะจะเป็นการ “ปักหมุด” ทำให้ข้อมูลความเศร้าที่มีอยู่ฝังแน่นลงไปในจิตใต้สำนึก เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อใดที่ได้รับการกอดหรือแตะตัวอีกครั้ง จะกลายเป็นการกระตุ้นความซึมเศร้านั้นให้กลับมา หากต้องการปลอบคนที่ซึมเศร้าให้ดีขึ้นควรใช้วิธีเปลี่ยนเรื่องคุยหรือทำให้เขายิ้มจะดีกว่า***

ข้า’เจ้าฟังข้อควรระวังนี้แล้วนึกถึงตัวเองในฐานะที่ตัวเองไม่สามารถกอดกับแม่อย่างมีความสุขได้ คงเป็นเพราะได้รับการกอดแกมบังคับ(โดยไม่ได้ต้องการ)บ่อยๆตอนที่ท่านพ่อป่วยและเสียชีวิตในสมัยที่ข้า’เจ้ายังเด็กนั่นเอง เมื่อข้า’เจ้ามีอาการเศร้าอีกครั้งในหลายปีก่อน แล้วได้รับการกอดจากแม่ จึงรู้สึกทรมานมากกว่าที่จะมีความสุข ความรู้สึกนี้เบาบางลงเมื่อได้ปรับความเข้าใจกับแม่ว่าข้า’เจ้ารู้สึกผิดทุกครั้งที่แม่กอดแล้วข้า’เจ้าไม่สามารถทำให้แม่มีความสุขเพราะได้ทำให้ข้า’เจ้ามีความสุขด้วยการกอดได้ แม่ขอให้ข้า’เจ้ากอดแม่เพื่อทำให้แม่มีความสุขได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความสุขร่วมด้วยก็พอ ข้า’เจ้าจึงสบายใจขึ้นและให้แม่กอดข้า’เจ้าได้

แต่ในวันนี้ ข้า’เจ้าได้เรียนรู้จากกิจกรรมกลุ่มที่ทำร่วมกันเช่นการเฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จของกันและกันในอารมณ์ที่ดีใจจนถึงขีดสุด เราโผเข้ากอดกันและกันอย่างจริงใจ แม้ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนแต่เราได้รับการฝึกให้แสดงความชื่นชมกันและกันอย่างถึงขีดสุด แล้วเราก็กอดกันอย่างมีความสุข เป็นความสุขอีกแบบหนึ่งที่ข้า’เจ้าควรจะได้รับจากเพื่อนมากกว่าบุพการี ได้รู้ว่าข้า’เจ้าสามารถมีความสุขจากการกอดได้ และการกอดเช่นนั้นหาจากแม่ไม่ได้ เพราะแม่จะกอดเราด้วยความห่วงใยหวงแหนตลอดเวลา ไม่ใช่การกอดที่มีอิสระเสรี และไม่เหมือนการกอดของพ่อ เพราะข้า’เจ้ากอดท่านพ่อของข้า’เจ้าด้วยความรู้สึกรักและอบอุ่นในใจมากกว่าที่จะรู้สึกกับท่านแม่

ในตอนต่อมาข้า’เจ้าได้เรียนรู้ว่ามนุษย์มีความต้องการพื้นฐานเช่นต้องการเป็นคนสำคัญในสายตาคนอื่น และต้องการความรักจากคนอื่น โดยความรักที่เราเรียกร้องมากที่สุด “คือความรักจากพ่อและแม่” แต่เราไม่รู้ตัว เมื่อเราโตขึ้นมาไม่ได้อยู่กับพ่อแม่แล้ว เราก็หันไปเรียกร้องความรักนี้จากคนอื่นแทน เช่นบางคนเจ้าชู้เพราะพร่องความรักจากพ่อแม่ และถึงเราจะรู้ว่าพ่อแม่รักเรา บางครั้งพ่อแม่ก็ทำสิ่งที่ผิดพลาด ในวันนี้พี่บอยจึงจะทำการ NLP กลับไปทำความเข้าใจกับต้นกำเนิดพลังชีวิตของเราใหม่

พี่บอยสะกดจิต(หมู่)อย่างง่ายๆให้เราอยู่ในภวังค์แล้วมองเห็น “พ่อ” เดินมาหาเรา ให้เราเข้าไปในตัวพ่อ กลายเป็นพ่อ และมองสิ่งต่างๆในโลกเราแบบพ่อ จากนั้นก็ให้เราเขียน “จดหมายถึงเราในฐานะพ่อของเรา” แปลกมากที่ข้า’เจ้าได้รับการสะกดจิตแล้วสามารถเขียนถึงตัวเองในฐานะพ่อได้จริงๆอย่างไม่มีสะดุด โดยพี่บอยกำหนดคำเริ่มต้นให้ว่า “พ่อขอโทษในสิ่งที่..” ข้า’เจ้าเขียนจดหมายออกมาได้ดังนี้ค่ะ :

“พ่อขอโทษที่ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ไม่สามารถมองเห็น ชื่นชม แบ่งปันชีวิต ความสำเร็จกับลูกได้ รู้ว่าลูกไม่ถูกกับแม่ แต่ก็ไม่สามารถอยู่กับลูกแทนแม่ได้ ไม่ได้อ่านการ์ตูนด้วยกัน ไม่ได้ทำอัลบั้มรูปด้วยกัน ไม่ได้อยู่เห็นความเป็นไปของโลก ไม่ได้ช่วยแม่พัฒนางานที่ทำอยู่ ไม่ได้ร่วมยินดี ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนที่เข้าใจลูก..”

พี่บอยรอพวกเราเขียนไประยะหนึ่งแล้วก็ต่อท้ายว่า “ขอให้ลูกเป็นคนตัดสินใจในความผิดที่พ่อเคยทำมา และสิ่งที่พ่อต้องการในวันนี้คือขอให้ลูกมีชีวิตที่ดีมากกว่าที่พ่อเคยเป็น พ่ออยากเห็นลูกมีชีวิตที่ดีที่สุด” แล้วสรุปว่า จดหมายฉบับนี้จะสำคัญมาก เมื่อใรที่เราท้อแท้ผิดหวัง ให้เราตัดสินใจอภัยให้พ่อ ปลดปล่อยตัวเองให้มีพลัง

ต่อไปพี่บอยก็สะกดจิตให้เราเข้าไปในตัวแม่ กลายเป็นแม่ และเขียน “จดหมายถึงเราในฐานะแม่ของเรา” ข้า’เจ้าเขียนได้ดังนี้ค่ะ

“แม่ขอโทษในสิ่งที่ไม่เข้าใจลูก ไม่สามารถให้พ่อมาอยู่กับลูกแทนแม่ได้ ที่คอยบังคับ เอาแต่ใจ ติเตียน ดุด่าว่ากล่าว แม่รักลูก ขอโทษที่แม่รักลูกมาก พอที่จะไม่ปล่อยให้ลูกมีอิสระ แม่กลัว กังวล คิดถึงแต่ลูก แม่พยายามทำงานเพื่อลูก แม่ขอโทษที่ไม่ฟังคำเตือนของลูก ที่พยายามจะสร้างสระน้ำหน้าบ้าน แม่ขอโทษที่คิดถึงความสุขของตัวเองมากกว่าเงิน แม่ซื้อของฟุ่มเฟือยเพราะอยากให้ลูกมีความสุข แต่แม่เห็นแล้วว่าลูกไม่มีความสุขกับสิ่งเหล่านั้น”

และพี่บอยก็พูดต่อไปว่า “ไม่ว่ายังไงก็ตามขอให้ลูกมีความสุข ประสบความสำเร็จกว่าที่แม่เคยทำ มีชีวิตที่ดีก่ว่าที่แม่เคยเป็น ลูกจะรู้อยู่เสมอว่าแม่จะคอยเคียงข้างลูก และแม่เฝ้าคอยมองความสำเร็จของลูกเสมอ ขอให้ลูกเป็นคนที่ยอดเยี่ยม และสิ่งใดก็ตามที่แม่เคยทำให้ลูกเจ็บปวด แม่ขอโทษ สุดท้ายอยู่ที่ลูกว่าจะสามารถให้อภัยได้ไหม..”

คำพูดของพี่บอยเรียกน้ำตาจากผู้เข้าร่วมอบรมได้ทั้งหมด เป็นน้ำตาที่ไม่ได้มาจากความเศร้า แต่มาจากความปลื้มปีติ พี่บอยบอกว่า เวลาท้อให้เราอ่านจดหมาย 2 ฉบับนี้เราจะมีพลังทันทีเพราะพ่อแม่เป็นต้นกำเนิดพลังแรกสุดของเรา หลายครั้งเราพยายามหาความรักจากคนภายนอก แต่ความจริงเราต้องการความรักจากข้างใน สิ่งที่พวกเราทำในวันนี้เป็นเรื่องกล้าหาญมาก ความจริงแล้วเป็นเทคนิคที่ต้องใช้เวลาหลายวัน แต่พี่บอยขมวดรวมกันให้เป็นวันเดียว เป็นคอร์สที่คุ้มค่ามากเพราะหากจัดที่อื่นจะต้องจ่ายหลายหมื่นบาทเพื่อให้คนอย่างพี่บอยไปทำโปรแกรมให้

ข้า’เจ้านั่งรถเมล์กลับที่พักและทบทวนสิ่งที่ได้ทำไปในวันนี้ ข้า’เจ้าคิดถึงท่านแม่ที่เชียงรายและแวบความรู้สึกอยากที่จะตอบจดหมายที่ “แม่” ในแบบของข้า’เจ้าเขียนขึ้นมานั้น ก็เลยหยิบปากกามาเขียนจดหมายต่อจากจดหมายที่เขียนในคอร์สได้ดังนี้ค่ะ :

“ถึงแม่หมี ; วันนี้ลูกหมีได้เรียนรู้การมอบกำลังใจให้กันผ่านการกอดอย่างบริสุทธิ์ใจ เป็นการกอดแบบที่ลูกหมีไม่สามารถทำให้แม่หมีได้ ลูกหมีขอโทษที่ไม่เชื่อฟังแม่หมี เพียงแค่อยากเป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น เป็นตัวของตัวเองไม่ใช่ตัวแม่หมี ประสบความสำเร็จในแบบของตัวเองไม่ใช่ในแบบที่แม่หมีคิดไว้ให้ ลูกหมีขอโทษที่ไม่กอดแม่หมีเพราะอยากให้แม่หมีรู้ว่าการถ่ายทอดความรักที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องกอด และลูกหมีไม่เคยรู้สึกว่าได้รับความรักจากแม่หมีผ่านการกอดไม่ว่าแม่หมีจะกอดลูกหมีตอนไหน ลูกหมีได้รับความรักจากแม่หมีผ่านทางอื่น ลูกหมีอยากให้แม่หมีรู้ว่าการอ่านการ์ตูนเรื่องเดียวกันสำคัญมาก ลูกหมีได้รับความรักจากพ่อหมีผ่านการอ่านการ์ตูนเรื่องเดียวกัน ถึงพ่อหมีจะไม่อยู่แล้วลูกหมีก็ยังรักพ่อหมีแบบนี้ แต่แม่หมีไม่สามารถเติมเต็มการเรียกร้องความรักของลูกหมีโดยการอ่านการ์ตูนเรื่องเดียวกันแทนพ่อหมีได้ ลูกหมีก็เลยไม่แสดงความรักแม่หมีตอบ ลูกหมีพยายามแสดงความรักแม่หมีโดยการเสนอการ์ตูนให้แม่หมีอ่านหลายครั้งแต่แม่หมีปฏิเสธ ลูกหมีไม่ต้องการกอดใคร แต่การไม่สามารถทำให้แม่หมีมีความสุขด้วยการกอดธรรมดา(เพราะฝ่ายลูกหมีจะอึดอัดเป็นทุกข์แทน)ก็ทำให้ลูกหมีรู้สึกผิดมาก และการที่ลูกหมีไม่ทำตามที่แม่หมีสั่งให้ปรับปรุงตัวเองเพราะคิดว่า ถ้าเป็นพ่อหมี พ่อหมีจะยอมรับในสิ่งที่ลูกหมีเป็นมากกว่าแม่หมี และลูกหมีก็จะรักพ่อหมี ลูกหมีไม่เคยขาดความรักเพราะพ่อหมีได้เติมเต็มให้ลูกหมีมาตลอดชีวิตของพ่อหมีแล้ว ลูกหมีจึงมีความสุขดี (โดยเฉพาะเมื่ออ่านการ์ตูน) ลูกหมีรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จในการมีชีวิตที่สุขสบายแล้วจึงไม่ต้องการอะไรอีก และลูกหมีก็รู้ว่านั่นคือของขวัญที่แม่หมีมอบให้กับลูก ลูกหมีจึงขอใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไปและจะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่หมีตามโอกาสจะอำนวย ตอนนี้ ลูกหมีอยู่ในวัยที่กำลังจะเริ่มต้นสร้างความมั่นคงในชีวิต ลูกหมีก็จะทำอย่างดีที่สุดเพื่อให้สามารถทดแทนสิ่งที่แม่หมีมอบให้กับลูกหมีได้ และลูกหมีก็จะดูแลแม่หมีต่อไปจนกว่าจะถึงเวลาจากกันอย่างแน่นอน – ด้วยรักและเคารพ – ลูกหมี”

ว่าแล้วก็เปิดคอมพิมพ์และโพสต์มาให้ท่านแม่อ่านค่ะ 🙂

 

บทความดุลยภาพบำบัด 19 สิงหาคม 2014

Filed under: article — varie @ 20:36
Tags: ,

ดุลยภาพบำบัด 2014

ท่ามกลางกระแสรักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะธรรมชาติในภาวะโลกร้อนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ประชาชนจำนวนมากตระหนักถึงอันตรายของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียุคเก่าที่พยายามเอาชนะและแทรกแซงธรรมชาติจนระบบนิเวศน์ที่เคยดำรงอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ต้องล้มเหลว วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียุคใหม่ถูกพัฒนาให้มีการปรับตัวสอดประสานกับธรรมชาติให้สามารถดำรงอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน (Sustainable) โดยนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์หาแนวทางนำธรรมชาติที่มีอยู่เดิมมาใช้ประโยชน์และรบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้านที่อยู่อาศัย ด้านอาหาร ด้านพลังงาน ต่างมีความพยายามพัฒนาเทคโนโลยีแบบยั่งยืนมาใช้เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและต่อร่างกายมนุษย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นเอง

สุขภาพของร่างกายมนุษย์ก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่กำลังถูกเทคโนโลยียุคเก่าแทรกแซงและบ่อนทำลาย แม้ว่าเทคโนโลยีด้านการแพทย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันจะสามารถยืดอายุของมนุษย์ให้ยืนยาวได้มากกว่าสมัยก่อน แต่เทคโนโลยีด้านอื่นๆเช่นอาหารที่ปรุงแต่งเกินพอดีก็ทำให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่เกินธรรมชาติเข้าไปบ่มเพาะอยู่ในร่างกายจนเกิดอันตรายได้ และปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีการแพทย์ที่พัฒนาไปผิดทิศทางหรือพัฒนาแบบผิดๆเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าในปัจจุบันนั้นสามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายมนุษย์ตลอดจนสิ่งแวดล้อมจนต้องเสียค่าใช้จ่ายและสิ้นเปลืองทรัพยากรในการแก้ไขปัญหาที่เพิ่มขึ้นมาอย่างไม่จบสิ้น แม้เราจะหลีกเลี่ยงการเผชิญกับเทคโนโลยียุคเก่าที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างผิดทิศทางไม่ได้ แต่เราก็ได้รับบทเรียนจนสามารถพัฒนาเทคโนโลยียุคใหม่ที่ก่อให้เกิดผลเสียน้อยลงเพื่อป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้

ในทางการแพทย์นอกจากเราจะค้นคว้าเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆแล้ว เรายังมีการทบทวนศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมที่มีอยู่ตามพื้นที่ต่างๆซึ่งยังคงไม่ห่างไกลจากวิถีของธรรมชาติโดยไม่ทำลายทั้งระบบนิเวศน์และธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ มีความพยายามที่จะนำศาสตร์การแพทย์เหล่านี้มาประยุกต์ผสมผสานกับเทคโนโลยีในระดับที่เหมาะสมจนเกิดเป็นนวัตกรรมการแพทย์ทางเลือกมากมายหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรสกัด สมุนไพรแปรรูปตามผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่มีจำหน่ายทั่วไป โฮมีโอพาธี (เวชศาสตร์ความคล้าย) ไคโรแพร็กติก (นวดจัดกระดูก) อาหารออร์แกนิก อาหารแมคโครไบโอติก การนวด การกดจุด การฝังเข็ม และอื่นๆ ต่างก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเพราะความตื่นตัวด้านการดูแลสุขภาพของประชาชน และความตระหนักถึงผลข้างเคียงของเทคโนโลยีการแพทย์สายหลักที่พัฒนาไปผิดทางและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันที่บ่อนทำลายสุขภาพทำให้ประชาชนหันมาค้นคว้าข้อมูลด้านการดูแลสุขภาพด้วยตนเองและหาทางเข้าถึงการแพทย์ทางเลือกมากขึ้น

ดุลยภาพบำบัด (Equilibrotherapy) คือศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่แขนงหนึ่งที่เข้าใจปัญหาของการแพทย์กระแสหลักและพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องผลข้างเคียงที่เกิดจากความผิดพลาดของการแพทย์กระแสหลักในโรงพยาบาลมาตลอด เป็นศาสตร์การแพทย์ที่จะช่วยสนับสนุนให้การดูแลรักษาสุขภาพทุกรูปแบบมีประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถป้องกันผลข้างเคียงที่จะตามมาไม่ให้เกิดขึ้นได้โดยการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างร่างกายและผลกระทบที่จะเกิดจากอวัยวะหนึ่งไปสู่อีกอวัยวะหนึ่ง ซึ่งการแพทย์ทุกศาสตร์ควรจะพบว่า อวัยวะทุกส่วนในร่างกายล้วนสัมพันธ์กันหมด และเราไม่ควรรักษาความเจ็บป่วยในเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงสาเหตุต้นตอว่าแท้จริงแล้วความเจ็บป่วยนี้เป็นผลมาจากอวัยวะส่วนใด และคาดการณ์ว่าอวัยวะไหนจะได้รับผลกระทบต่อไปเพื่อทำการป้องกันไม่ให้ผลกระทบหรือผลข้างเคียงนั้นเกิดขึ้นได้

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมาด้วยอาการปวดศีรษะข้างเดียวหรือไมเกรน การรักษาที่ถูกต้องไม่ใช่การให้ยาแก้ปวดที่จะส่งผลต่อการทำงานของไตในการกรองของเสียจากยาออกจากเลือดในภายหลัง เพราะถึงแม้อาการปวดจะเกิดขึ้นที่ศีรษะ (ซึ่งยาที่ให้จะมุ่งเข้าไประงับการปวดนั้น) แต่สาเหตุของอาการปวดศีรษะไมเกรนนั้นเกิดจากกล้ามเนื้อที่คอ/บ่า/ไหล่มีอาการหดเกร็งแข็งจนเกิดไปทับเส้นประสาทที่เชื่อมขึ้นไปถึงการรับรู้บริเวณศีรษะทำให้รู้สึกปวดศีรษะได้ การรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนที่ดีจึงน่าจะเป็นการนวด ประคบ กดจุด หรือฝังเข็มที่กล้ามเนื้อบริเวณคอ/บ่า/ไหล่ให้คลายตัวลงมากกว่า และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนขึ้นอีก จึงควรสืบหาสาเหตุว่ากล้ามเนื้อบริเวณคอ/บ่า/ไหล่มีการเกร็งตัวด้วยเหตุใด หากเป็นเพราะพฤติกรรมการนั่งที่ไม่ถูกสุขลักษณะหรือสะพายกระเป๋าหนักที่กดกล้ามเนื้อบ่าอยู่ตลอดเวลา การป้องกันและรักษาก็คือการเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าผู้ป่วยไม่เปลี่ยนพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดผลเสียเช่นนี้อาการปวดศีรษะไมเกรนก็จะกลับมาอีก หรือหากตรวจโครงสร้างร่างกาย (โครงกระดูก) ของผู้ป่วยแล้วมีความผิดปกติที่บริเวณกระดูกคอ/บ่า/ไหล่หรือกระดูกสันหลังโดยกระดูกอาจจะดึงรั้งกล้ามเนื้อให้ทรมาน ก็จะต้องรักษาและป้องกันความผิดปกติที่จะทำให้เกิดโรคต่างๆที่สัมพันธ์กับโครงสร้างของกระดูก ด้วยการนวดจัดกระดูก หรือฝังเข็มคลายกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งกระดูก ก่อนที่ความผิดปกติของโครงกระดูกจะทำให้ร่างกายได้รับผลกระทบจนเกิดความเจ็บป่วยตามมาอีก

วิธีการรักษาโรคตามหลักของดุลยภาพบำบัดในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก็คือการให้ความรู้ (Education) แก่ผู้ป่วย โดยให้ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างร่างกายและการทำงานที่สัมพันธ์กันของอวัยวะส่วนต่างๆในร่างกายโดยเฉพาะในบริเวณหรือในระบบที่ผู้ป่วยมีอาการเจ็บป่วยอยู่เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถวินิจฉัยอาการของตัวเองได้ จากนั้นจึงให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการรักษา โดยหลักการรักษาตามแนวคิดของดุลยภาพบำบัดคือการตั้งเป้าหมายไปสู่โครงสร้างร่างกายในอุดมคติที่เรียกว่าเป็นภาวะสมดุลหรือดุลยภาพ (Equilibrium) แล้วทำการรักษาอย่างไรก็ได้ให้โครงสร้างร่างกายของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะที่เป็นดุลยภาพนั้น (กระดูกและกล้ามเนื้อซ้ายขวาเท่ากัน กล้ามเนื้อไม่ตึงไม่หย่อน เส้นเลือดเหยียดตัว โลหิตไหลเวียนดีสามารถลำเลียงสารอาหารและตัวยารักษาโรคไปยังอวัยวะต่างๆตลอดจนเก็บรวบรวมของเสียจากอวัยวะต่างๆออกมาขับถ่ายตามธรรมชาติได้ตามระบบ ส่งผลให้ร่างกายมีสุขภาพดี หากกระดูกและกล้ามเนื้อประคองเส้นเลือดไว้ไม่ดี ยาก็จะรักษาโรคไม่ได้ผล เพราะการลำเลียงสารอาหารและตัวยาไปยังอวัยวะใดก็ตามต้องผ่านเส้นเลือดทั้งสิ้น) โดยมีคำกล่าวว่า “ตามหลักดุลยภาพไม่มีคำว่าเป็นโรคหรือหายจากโรค มีแต่ร่างกายอยู่ในภาวะที่เป็นดุลยภาพแล้วหรือยัง” ส่วนใหญ่วิธีการรักษาร่างกายให้ได้ดุลยภาพจะเป็นการสอนผู้ป่วยให้ทำกายบริหาร ยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นประจำ หากผู้ป่วยต้องประสบเหตุการณ์ที่ทำให้ร่างกายเสียสภาวะดุลยภาพ ก็สามารถทำกายบริหารเพื่อรักษาตนเองให้ร่างกายกลับเข้าสู่ดุลยภาพได้ทุกวัน ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถยืดเหยียดกล้ามเนื้ออวัยวะบางส่วนเองได้ ก็สามารถใช้บริการนวดกล้ามเนื้อตามแบบดุลยภาพบำบัดเพื่อปรับให้กล้ามเนื้อเข้าที่ ตลอดจนการรักษาโดยการ “ฝังเข็มแบบดุลยภาพบำบัด” (เวชกรรมฝังเข็มแนวใหม่) กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโครงสร้างและอวัยวะส่วนต่างๆเพื่อทำการกระตุ้นกล้ามเนื้อให้กลับเข้าสู่ดุลยภาพโดยเร็ว

ความรู้ที่เป็นพื้นฐานของดุลยภาพศาสตร์นั้นมีความเป็นสากลเพราะประยุกต์มาจากพื้นฐานของการแพทย์แผนปัจจุบันได้แก่ความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) และสรีรวิทยา (Physiology) โดยความรู้เหล่านี้ประกอบด้วยการท่องจำอวัยวะและทำความเข้าใจระบบการทำงานของอวัยวะทั้งหมดในร่างกายมนุษย์ ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่ได้เรียนแล้วมักจะลืมไปเมื่อเข้าสู่การท่องจำโรคและการรักษาโรคต่างๆ ดุลยภาพศาสตร์นำพื้นฐานมารื้อฟื้นเหมือนผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ที่เข้าใจการทำงานของซอฟต์แวร์ต่างๆผ่านฮาร์ดแวร์และเลขฐานสองแทนที่จะรู้จักเพียงแค่โปรแกรมประยุกต์สำเร็จรูปที่ผู้อื่นพัฒนาขึ้นมาใช้ เพราะการเอาแต่ท่องจำสูตรสำเร็จ (เช่น อาการป่วยแบบไหนต้องใช้ยาอะไร) โดยไม่ทบทวนถึงต้นตออาจทำให้เกิดความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยแต่หากเกิดติดต่อกันอาจส่งผลเสียหายได้ (เช่น การจ่ายยาตามสรรพคุณที่ระบุไว้โดยไม่ทราบว่ามีผลข้างเคียง) การรักษาแบบดุลยภาพบำบัดไม่มีการใช้ยาประกอบนอกจากจะให้ความรู้เรื่องอาหารหรือแนะนำสมุนไพร ดังนั้นความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาเมื่อประกอบกับสามัญสำนึก (Common Sense) ว่าสิ่งต่างๆควรจะเชื่อมโยงกันด้วยเหตุผลอย่างไรอันเป็นเรื่องสากลแล้วก็สามารถทำให้ทุกคนเข้าใจดุลยภาพศาสตร์ได้ไม่ยาก

การรักษาโรค (หรือการปรับร่างกายให้อยู่ในสภาวะดุลยภาพ) ตามหลักดุลยภาพบำบัดไม่ส่งเสริมการใช้ยาและการผ่าตัด ดังนั้นจึงปราศจากผลข้างเคียง และประหยัดค่ารักษา ตลอดจนค่ารักษาเพิ่มเติมที่มาจากผลข้างเคียง แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาเมื่อทำการตรวจโครงสร้างร่างกายด้วยตาและมือเปล่าก็สามารถทำนายโรคที่จะเกิดกับผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์การแพทย์ที่ฟุ่มเฟือย ผู้ป่วยที่มารับการรักษาเมื่อได้เรียนรู้วิธีดูแลโครงสร้างร่างกายตนเองด้วยกายบริหารแล้วก็สามารถกลับบ้านไปรักษาตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาพบแพทย์เป็นประจำจึงประหยัดค่าใช้จ่าย หากนำศาสตร์ดุลยภาพบำบัดเข้าไปใช้รักษาผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆได้ก็จะประหยัดงบประมาณค่ายา ค่าอุปกรณ์การแพทย์ ลดความเสี่ยงจากยาและการผ่าตัด และประหยัดค่าเดินทางของผู้ป่วยอย่างแน่นอน

ปัจจุบัน (ปี ค.ศ.2014) ดุลยภาพบำบัดยังไม่เป็นที่รู้จักในวงการการแพทย์มากนัก แต่ได้รับการบอกต่อแบบปากต่อปากโดยผู้ป่วยที่มีต้นทุนทางสังคมดี ทำให้มีผู้สนใจเข้ารับการรักษาแบบดุลยภาพบำบัดมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาคือสถานบริการดุลยภาพบำบัดยังคงเปิดให้บริการได้เพียงแห่งเดียวโดยมีแพทย์ผู้ทำการรักษา “ฝังเข็มแบบดุลยภาพบำบัด” เพียง 4-5 ท่าน และยังไม่สามารถขยายสาขาเพราะยังไม่สามารถควบคุมมาตรฐานการรักษาของแพทย์แต่ละคนให้เป็นเอกภาพได้ อีกทั้งการจะสร้างบุคลากรแพทย์ที่สามารถรักษาโดยการฝังเข็มแบบดุลยภาพบำบัดเป็นนั้นจำเป็นต้องหาคนที่มองโรคได้รอบโดยเรียนจบแพทย์เพื่อรู้เท่าทันการรักษาและผลข้างเคียงของแพทย์แผนปัจจุบันกระแสหลักทุกอย่าง และเรียนจบการฝังเข็มซึ่งต้องเชี่ยวชาญด้านจุดฝังเข็มที่เป็นเส้นประสาทต่างๆทั้งแบบจีน แบบอเมริกา การนวด การกดจุด การจัดกระดูก เพิ่มเติมจากความเชี่ยวชาญด้านกายวิภาคและสรีรวิทยา การฝึกฝังเข็มแบบดุลยภาพบำบัดให้เชี่ยวชาญอาจต้องใช้เวลาเรียนรู้ถึงสิบปีในการมองทะลุอวัยวะภายในระหว่างการฝังเข็มด้วยตาและมือเปล่า แม้หลักการของดุลยภาพบำบัดจะเน้นการสอนกายบริหารให้ผู้ป่วยกลับไปรักษาตัวเองที่บ้าน แต่ก็มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่เข้าใจและให้ความไว้วางใจแพทย์มากกว่าการทำกายบริหารด้วยตัวเอง โดยพากันเข้ามารับการรักษาฝังเข็มแบบดุลยภาพบำบัดที่คลินิกจนคิวผู้ป่วยล้นเตียงและพนักงานทุกคนต้องทุ่มเวลาให้กับการฝังเข็มจนไม่มีเวลาให้ความรู้ (Education) แก่ผู้ป่วยทั้งๆที่เป็นส่วนสำคัญที่สุดของการรักษาแบบดุลยภาพบำบัดเอง

ทิศทางการแก้ปัญหาผู้ป่วยล้นคลินิกจากนี้ไปก็คือการสื่อสารให้มากขึ้นโดยเน้นย้ำการให้ความรู้ (Education) ถึงวิธีการรักษาโรคด้วยตนเองตามแนวทางของดุลยภาพบำบัด ซึ่งหากสามารถใช้สื่อมวลชนได้ก็จะสามารถกระจายความรู้ด้านการป้องกันโรคไปยังประชาชนทั่วไป อันจะก่อให้เกิดผลพลอยได้คือประหยัดงบประมาณด้านสาธารณสุขเพราะประชาชนต่างได้รับความรู้และวิธีการดูแลตัวเองทำให้ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาล ท่ากายบริหารเพื่อป้องกันและรักษาโรคควรได้รับการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปและสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา หากประชาชนเข้าใจเรื่องโครงสร้างร่างกายและการดูแลรักษาสุขภาพตัวเองตามหลักดุลยภาพบำบัดแล้วก็จะสามารถดูแลกันเองโดยไม่ต้องรอพบแพทย์ที่คลินิกโดยไม่จำเป็น ยิ่งไปกว่านั้น หากมีการอบรมนวดและฝังเข็มแก่บุคคลทั่วไป (การนวดและการฝังเข็มผิดจุดไม่มีผลข้างเคียงอันตรายใดๆ) ให้แพทย์ดุลยภาพบำบัดดำรงตนเป็นที่ปรึกษาแล้วอนุญาตให้ประชาชนรักษากันเอง ก็จะช่วยลดภาระของแพทย์ในคลินิกให้สามารถทุ่มเวลาไปให้บริการรักษาผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องรับการรักษาจริงๆได้มากขึ้น

วิเคราะห์ SWOT ดุลยภาพบำบัด

S – Strength จุดแข็ง ของ ดุลยภาพบำบัด
1) มีพื้นฐานมาจากการประยุกต์หลักกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) และสรีรวิทยา (Physiology) ที่เป็นสากล ประกอบกับสามัญสำนึก (Common Sense) ที่สามารถเข้าใจได้ตรงกันทั่วโลก มาใช้ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค
2) มองเห็นความสัมพันธ์ของโครงสร้างและการทำงานของอวัยวะในร่างกายเชื่อมโยงกันทั้งระบบ รักษาทุกโรคที่เกิดสัมพันธ์กันทั้งร่างกายไม่รักษาแยกส่วน
3) มีวิธีการรักษาให้หายจากโรคได้โดยไม่ต้องกินยาหรือผ่าตัด ลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงเช่นโรคตับหรือพิการ
4) ประหยัดค่ายาและค่ารักษาที่ซ้ำซ้อน สามารถลดการนำเข้ายาและอุปกรณ์การแพทย์ที่ฟุ่มเฟือย ช่วยประหยัดงบประมาณของชาติ
5) สามารถทำนายโรคที่จะเกิดในอนาคตล่วงหน้าได้จากการตรวจร่างกายเบื้องต้นโดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ และสามารถทำการรักษาเพื่อป้องกันโรคได้ตั้งแต่แรกเกิด
6) มีหลักการและวิธีดูแลรักษาตัวเองอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันและรักษาโรคได้โดยไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์บ่อยๆ

W – Weakness จุดอ่อน ของ ดุลยภาพบำบัด
1) แพทย์ที่สามารถทำการรักษาด้วยการฝังเข็มประยุกต์แบบดุลยภาพบำบัดได้จริงๆยังมีจำนวนน้อยและหาคนมาพัฒนาได้ยาก
2) สถานบริการดุลยภาพบำบัดยังไม่สามารถขยายสาขาได้ เพราะยังไม่สามารถควบคุมมาตรฐานการรักษาของแพทย์และผู้ช่วยให้ทั่วถึง
3) สถานบริการดุลยภาพบำบัดสาขาเดียวไม่สามารถรองรับผู้มาใช้บริการหน้าใหม่จำนวนมากๆได้อย่างเต็มรูปแบบในทุกขั้นตอนที่กำหนดไว้
4) การรักษาต้องอาศัยการทำความเข้าใจและการปรับพฤติกรรมของผู้มารับบริการร่วมด้วย หากผู้มารับบริการไม่มีเวลาก็จะทำให้การรักษาไม่สมบูรณ์และไม่ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย
5) ขาดการวิจัยจริงจังในเรื่องประสิทธิภาพการรักษา ระบบการบันทึกข้อมูลผู้มาใช้บริการและบันทึกการรักษาเป็นกรณีหลักฐานยังไม่สมบูรณ์

O – Opportunity โอกาส ของ ดุลยภาพบำบัด
1) กระแสความตื่นตัวด้านการดูแลสุขภาพด้วยคนเอง ความตระหนักถึงอันตรายของเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การกลับไปหาความปลอดภัยในวิถีธรรมชาติ และกระแสการแพทย์ทางเลือกที่เกิดขึ้นใหม่หลายแขนง
2) ผู้มารับบริการที่มารักษาได้ผลดีบางส่วนมีต้นทุนทางสังคมสนับสนุน ทำให้เกิดการบอกต่อและมีผู้สนับสนุนโดยความสมัครใจ
3) โรงเรียนทางเลือกให้ความสนใจบรรจุวิธีการดูแลสุขภาพแบบดุลยภาพบำบัดเป็นกิจกรรมนักเรียน
4) บริษัท True จัดรายการ ดุลยภาพบำบัด เผยแพร่ กรณีศึกษาจากคำบอกเล่าของผู้มีประสบการณ์จริง ผ่านทางโทรทัศน์ช่อง TNN24

T – Threat อุปสรรค ของ ดุลยภาพบำบัด
1) ประชาชนทั่วไปยังไม่เข้าใจเรื่องระบบโครงสร้างร่างกายในการดูแลสุขภาพ และยังไม่เห็นความเป็นไปได้ในการดูแลรักษาสุขภาพด้วยตัวเอง (ต้องพึ่งพาหมอ)
2) การแพทย์ทางเลือกกำลังเป็นที่นิยมหลายรูปแบบทำให้เกิดความสับสนในวิธีการรักษา เช่น สับสนกับการฝังเข็มแบบจีน
3) ยังไม่เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์มากนัก และยังไม่มีงบประมาณในการประชาสัมพันธ์

 

จัดตั้งมูลนิธิหมอธารา 25 ตุลาคม 2013

Filed under: Uncategorized — varie @ 15:24
Tags: ,

1402799_674011682617035_281989787_o

ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองเชียงรายและคณะมาเยี่ยมเยียนให้กำลังใจคณะกรรมการจัดตั้งมูลนิธินายแพทย์ธารา อ่อนชมจันทร์

 

เวทีวิจัยนวดแพทย์พื้นบ้านภาคเหนือ 23 กรกฎาคม 2013

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2556 ข้า’เจ้ามีโอกาสได้ไปช่วยบันทึกภาพ ในงานประชุมหมอพื้นบ้าน บรรยากาศสบายๆ หมอจากจังหวัดต่างๆในภาคเหนือทยอยกันเข้ามาลงทะเบียนและแชร์ความรู้กันอย่างเป็นกันเอง น้ายอม (พยอม ดีน้อย) เป็นผู้ดำเนินการบันทึกด้วยอุปกรณ์ง่ายๆคือกระดาษชาร์ต ตอนท้ายงานมีผู้สนใจมารับการรักษา แล้วหมอพื้นบ้านก็นวดสาธิตให้กัน

งานนี้ข้า’เจ้าไม่ได้เนื้อหาแต่ได้เรียนรู้กระบวนการ วิธีการเก็บบันทึกองค์ความรู้ รูปแบบการประชุมสำหรับคนกึ่งกันเอง(รู้จักกันมาก่อนผ่านเครือข่ายที่แข็งแรง) ซึ่งหาได้ยากในการทำงานของคนรุ่นข้า’เจ้าในปัจจุบัน ก็เลยเลือกภาพบรรยากาศมาให้ชมค่ะ

เวทีเจาะลึกองค์ความรู้นวดพื้นบ้านภาคเหนือ
ภายใต้โครงการ การจัดการฐานข้อมูลองค์ความรู้การนวดพื้นบ้านเพื่อการจัดทำตำรานวดพื้นบ้านเบื้องต้น 4 ภาค ตามภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้าน
วันที่ 23-27 กรกฎาคม พ.ศ.2556 ณ โรงแรม วาย.เอ็ม.ซี.เอ. อินเตอร์เนชั่นแนล เชียงราย

130723massage045_1024

130723massage045_1024

130723massage045_1024

130723massage045_1024

130723massage045_1024

130723massage045_1024

130723massage045_1024

130723massage045_1024

130723massage045_1024

130723massage045_1024

130723massage045_1024

130723massage045_1024

130723massage045_1024

130723massage045_1024

 

คณะ ม.แม่ฟ้าหลวงเชียงรายดูงานแพทย์แผนไทยภาคตะวันออก 10 พฤษภาคม 2013

ในการเดินทางแสนไกลเราสามารถรู้สึกเหมือนใกล้ได้เสมอถ้าหลับบนรถทัวร์
.

ข้า’เจ้าตื่นขึ้นมาบนหมอนทรงผ้าห่มม้วนก้อนสีชมพูจ๋าของพี่ปูที่เคยมาช่วยงานกองทุนหมอธาราบ่อยๆ เนื้อตัวเมื่อยล้าเหมือนเพิ่งเทเลพอร์ทย้ายโมเลกุลข้ามสถานที่ น้ายอมแห่งกองทุนหมอธาราแอบหยอกข้า’เจ้าไม่ให้เหงาเป็นระยะๆ เสียงเจ๊าะแจ๊ะของสาวๆและสองหนุ่มอาจารย์สาขาวิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ม.แม่ฟ้าหลวง เชียงราย ดังจิ๊จ๊ะแข่งกับเสียงเพลงจากแผ่นซีดีสะสมของข้า’เจ้า ที่เราตกลงกันแล้วว่าให้เปิดเพลงเย็นๆ เพราะอากาศเมืองไทยภาคตะวันออก ณ ต้นเดือนพฤษภาคมปีนี้ร้อนตับระเบิด คณะอาจารย์ศึกษาดูงานรุ่นราวคราวเดียวกันกับข้า’เจ้า15ชีวิตนั่งรถทัวร์รับจ้างขนาด40ที่นั่งที่จองไว้ก่อนแล้ว เมื่อหลายๆฝ่ายถอนตัว แต่ละคนจึงได้ยึดครองที่นั่งคนละ2ที่ หลายคนก็เอนตัวนอนยาวบนที่นั่งอย่างที่ข้า’เจ้านอน ออกเดินทางตี1จากเชียงราย (มีการขนกล่องสับปะรดแพ็คเป็นของฝากขึ้นรถทัวร์มาด้วย) พวกเราฟังเพลงสลับแนวโดยข้า’เจ้าไปเรื่อยๆจนถึงจังหวัดสระแก้วประมาณ 5โมงเย็น นัดดูงานโรงพยาบาลวังน้ำเย็นบ่ายนี้เป็นอันเลื่อนไป
.

3 พฤษภาคม 2556 ช่วงเช้าพวกเราไปศึกษาดูงานที่โรงพยาบาลวังน้ำเย็น อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ แพทย์หญิงเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ บุกเบิกทำยาสมุนไพรเนื่องจากเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่อยู่ไกลจากการกระจายยาแผนปัจจุบันของรัฐ แพทย์หญิงเพ็ญนภาได้เป็นรองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข แต่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อ4ปีก่อน ปัจจุบัน โรงพยาบาลวังน้ำเย็นมีโรงงานผลิตยาสมุนไพรแปรรูปขนาดย่อมที่ได้มาตรฐาน GMP แล้ว และคณาจารย์ ม.แม่ฟ้าหลวง เชียงราย ก็มาศึกษาเพื่อปรับปรุงโรงงานตามคำแนะนำที่หมอบุณย์บุก ม.แม่ฟ้าหลวงเมื่อกลางเดือนเมษายน ข้า’เจ้าแอบตามพี่เหน่งผู้ช่วยนักวิจัยประจำสาขาวิชา เก็บภาพรายละเอียดต่างๆในโรงงาน เพื่อดูว่ามีอะไรจะต้องนำไปปรับปรุงที่ ม.แม่ฟ้าหลวงบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น มุมผนังที่ชนกับพื้นมีการปิดมุมให้โค้งมน ห้องเปลี่ยนรองเท้ามีธรณีคลานเข่าข้ามไปเปลี่ยนรองเท้า2รอบ ชุดที่ใส่ดูเหมือนพยาบาลห้องผ่าตัด และเครื่องจักรดูมียี่ห้อดีกว่าที่เคยเห็นในโรงงานของ ม.แม่ฟ้าหลวง นิดหน่อย ^^ มีอาจารย์ช่างพูดรุ่นเดียวกันกับข้า’เจ้าชื่อ ช้าง คอยซักถามวิทยากรให้คณะได้ความรู้มากที่สุด มีกอล์ฟเป็นอาจารย์หญิงรุ่นเดียวกันที่เคยมาเก็บข้อมูลวิจัยที่โรงพยาบาลวังน้ำเย็นสมัยที่เรียน ป.โท ธรรมศาสตร์ ดูแลมอบของฝากเป็นสับปะรดเชียงรายให้ฝ่ายการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลวังน้ำเย็นไป3กล่อง
.

เราออกเดินทางจากโรงพยาบาลวังน้ำเย็น สระแก้ว ไปไกลถึงจันทบุรีด้วยความหิวโหย เพราะเจ้าภาพทางจันทบุรีบอกว่ามีอาหารเลี้ยงมื้อเที่ยงจัดไว้ให้ เมื่อรถทัวร์มาถึง โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี พวกเราชาว ม.แม่ฟ้าหลวงเชียงรายก็ได้กินอาหารสูตรสมุนไพรหอมอร่อยแปลกลิ้นแบบตะวันออก หลังจากอิ่มหนำกับมื้อเที่ยงและสละลอยแก้วแช่เย็นเป็นน้ำแข็งแล้ว ทางโรงพยาบาลพระปกเกล้าก็จัดให้เรานั่งในห้องประชุมฟังการบรรยายของ ดร.นพ.ฉัตรชัย สวัสดิไชย ถึงผลงานของฝ่ายการแพทย์แผนไทยของโรงพยาบาล โดยหมอฉัตรชัยหรือหมอแป้นเล่าว่าแรกเริ่มทางโรงพยาบาลก็จัดให้มีฝ่ายการแพทย์แผนไทยตามที่รัฐกำหนด มีการซื้อตู้อบสมุนไพรมาตั้งรอรับการประเมินแบบโรงพยาบาลที่ใช้การแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลักทั่วไป ต่อมาเมื่อมีการรับหมอแผนไทยเข้ามา2คน แล้วหมอแผนไทยของโรงพยาบาลสามารถรักษาโรคตับแข็งได้ ก็กลายเป็นที่ฮือฮาออกข่าวหนังสือพิมพ์ โดยโรคตับแข็งมีชื่อทางแพทย์แผนไทยว่า ยกนังพิการ ซึ่งแสดงว่าทางศาสตร์ของไทยมีวิธีรับมือกับโรคตับแข็งอยู่แล้ว หมอแป้นเปิดสไลด์ภาพกรณีตัวอย่างให้ดูเป็นสิบคน มาด้วยสภาพท้องป่องตับแข็ง รักษาแล้วท้องยุบลงเป็นปกติทุกคน ตามด้วยภาพกรณีตัวอย่างการรักษา โรคสะเก็ดเงิน (โรคผิวหนังที่เนื้อตัวเป็นสะเก็ดในบริเวณกว้างมากหรือเป็นทั้งตัว) ด้วยตำรับยาแผนโบราณของไทย สะเก็ดบนตัวผู้ป่วยรักษาแล้วหายเกลี้ยงเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงรอยด่างประปราย
.

หมอแป้นบรรยายด้วยความทึ่งในศาสตร์การแพทย์แผนไทยปนความเคยชินที่ได้บรรยายสไลด์นี้แก่ผู้มาศึกษาดูงานซ้ำๆหลายสิบครั้ง มีภาพตัวอย่างการรักษาโรคอื่นๆที่แพทย์แผนตะวันตกไม่คิดว่าจะรักษาให้หายได้ แพทย์แผนไทยก็รักษาได้หาย โดยมีความเชื่อว่า ยาที่รักษาโรคคนในท้องถิ่นได้ดีที่สุดก็คือยาที่หาได้ในท้องถิ่นใกล้ตัวผู้ป่วยที่สุด แต่มีบทเรียนจากการเป็นข่าวแล้วว่า พอบอกสูตรยาตัวไหนไป ชาวบ้านก็แห่ซื้อขายกันจนยาขาดตลาดทันที ที่โรงพยาบาลพระปกเกล้ามีแพทย์แผนไทยและผู้ช่วยแพทย์แผนไทยมานั่งฟังด้วย มีการเสิร์ฟอาหารว่างเป็นน้ำสำรอง เมื่อดูดจากขวดแล้วมีลักษณะเป็นวุ้นๆ ตอนแรกนึกว่ารังนกแต่อยู่ในขวดใหญ่กว่าแบรนด์หรือสก๊อตตั้ง3เท่าและมีสีน้ำตาลไม่หวาน ใครเอาไปฟอกสีขายเป็นรังนกก็คงเชื่อ ข้า’เจ้ายังไม่คุ้นชินต้องถามแม่และได้คำตอบว่าเป็นน้ำลูกสำรอง ทางโรงพยาบาลพระปกเกล้ามีของขวัญให้ท่านแม่เป็นต้นดอกเข็มกระถางเล็กๆเอาไว้ตั้งบนโต๊ะทำงาน ทางคณาจารย์สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ม.แม่ฟ้าหลวง ก็มีสับปะรดเชียงรายทั้งนางแลและภูแลมอบให้โรงพยาบาลพระปกเกล้าไปเต็มๆ
.

ตกเย็นหมอแป้นพาพวกเรา ม.แม่ฟ้าหลวงเชียงรายไปยังที่พักติดหาดชายทะเลแถมจองร้านอาหารทะเลสดเอาไว้ให้ ข้า’เจ้าที่พักอยู่ในห้องเดียวกันกับแม่แล้วปรึกษาแม่เรื่องการเข้าสังคม เพราะข้า’เจ้าเป็นคนพูดน้อย ไม่ค่อยชอบกินเลี้ยง และไม่กินอาหารทะเล ซึ่งแสดงว่า ข้า’เจ้าอาจเป็นคนเดียวที่ไม่มีความสุขในวงกินเลี้ยง แค่มองคนอื่นมีความสุขกับอาหารทะเลแล้วก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเข้ากับกลุ่มอาจารย์รุ่นเดียวกันที่คุยเก่งกันขนาดนั้นได้

ท่านแม่ให้กำลังใจข้า’เจ้าโดยบอกให้ฝ่าความกลัวในจิตใจตัวเองไป แล้วเปิดตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางสังคมให้ได้ เมื่อตัดสินใจแล้วแล้วมื้อเย็นค่ำคืนนี้ข้า’เจ้าก็มีความสุขที่ได้เห็นคนอื่นมีความสุขเมื่ออาหารทะเลมา และการได้นั่งฟังคนรุ่นเดียวกันคุยจุบจิบไปมาก็ทำให้ข้า’เจ้ามีความสุขเมื่อรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของวงโต๊ะอาหาร แม้จะต้องสั่งไข่เจียวมากินเหมือนสมัยที่ข้า’เจ้าถูกพาไปดูงานจังหวัดต่างๆเมื่อตอนอายุสามสี่ขวบก็ตาม ข้า’เจ้านั่งข้าง วิน ที่เป็นเจ้าหน้าที่แพทย์แผนไทย ทำงานอยู่ รพ.สต.(สถานีอนามัย) มากับ ฝน เจ้าหน้าที่ รพ.สต. ที่จบจากวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก ม.ราชภัฏเชียงราย
.

4 พฤษภาคม 2556 เราออกเดินทางจากจันทบุรีไปจังหวัดระยอง แวะที่อำเภอบ้านฉาง หลงทางหามูลนิธิภูมิปัญญาสากล มีพี่เอก หรือที่สาวๆเรียกว่าบอส เป็นคนโทรศัพท์ถามทาง แล้วเราก็เข้ามาถึง ชมรมบ้านสุขภาพ ของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์ เป็นชมรมน้ำหมัก น้ำผัก เอนไซม์และการรักษาโรคดูแลร่างกายด้วยอาหารแปลกๆ เมื่อเข้าไปถึงอาคารชั้น3มีเครื่องบูชาศาสนาต่างๆและอุปกรณ์ที่นั่งรูปร่างพิศดารเต็มไปหมด มีป้ายไวนิลให้ความรู้ ดร.รสสุคนธ์บอกว่า การดูแลสุขภาพที่นี่ประยุกต์มาจากหลักพระพุทธศาสนา มีการบังคับชิม น้ำโหระพา มีการแจกขวดน้ำเอนไซม์ให้วางตั้งบนศรีษะให้ได้เมื่อจิตสงบนิ่ง มีม้านั่งทรงแคบยาวให้เอนตัวห้อยขาห้อยแขนปรับโครงสร้างร่างกาย มีกรณีตัวอย่างลดความอ้วน มีการถวายเพลพระที่มารักษาตัว มีอาหารมื้อเที่ยงเป็นซุปมะระ ซุปขี้เหล็ก ซุปลูกเดือย สลัดน้ำสมุนไพร ก่อนกลับมีแจกน้ำเอนไซม์ให้คนละขวด พร้อมแสดงความเป็นห่วงที่จะต้องออกไปเผชิญกับอาหารที่เป็นพิษต่อร่างกาย คณาจารย์แพทย์แผนไทยจบใหม่ต่างมึนงงเพราะเป็นการเพทย์ทางเลือกที่มีหลักการต่างจากแพทย์แผนไทยที่เรียนที่สอนกันในมหาวิทยาลัยมา ท่านแม่สรุปให้เด็กๆฟังว่าต้องใช้วิจารณญาณเอง
.

ออกจากบ้านสุขภาพ อาจารย์ช้างและอาจารย์เอกรับหน้าที่เป็น GPS นำทาง คนหนึ่งใช้มือถือดูแผนที่ คนหนึ่งใช้มือถือโทรถามทาง หมอบุณย์รอพวกเราอยู่ที่ร้านอาหารโต๊ะจีน มีแขกมาจาก ม.รังสิต ปรากฏว่าเป็นทีมวิจัยจากฟิลิปปินส์และ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรยิบซี ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์รางวัลแมกไซไซ แห่งคณะการแพทย์แผนตะวันออก ข้า’เจ้าแอบกรี๊ดในใจ มองเห็นแต่ด้านหลัง แล้วต่างคนต่างกินเสร็จก็ลุกออกไป ปรากฏว่าเหลือ พี่แหม่ม ปริณฎา ที่เคยร่วมงานกับแม่ที่กรุงเทพ นั่งส่งสัญญาณทักทายมายังข้า’เจ้า
.

แล้วพี่แหม่มก็พาพวกเราไปยังคลินิกแพทย์แผนไทยหมอบุณย์ ได้เจอกับหมอมนตรีบรรยายแนะนำคลินิกเบื้องต้น หมอพรชัยตรวจคนไข้และสั่งจ่ายยาแผนไทยอยู่ที่ห้องตรวจ ไม่นานหมอบุณย์ แพทย์แผนไทยบุณยพร ยี่มี ก็ปรากฎตัว มีการนั่งคุยกันยาว หมอบุณย์ตั้งคำถามว่า คนไม่ได้เป็นหมอจะสอนคนให้จบมาเป็นหมอได้อย่างไร โทษใครไม่ได้ อยู่ที่ระบบ เกิดขึ้นแล้วก็แล้วไป แล้วหมอบุณย์ก็เปิดคลินิกให้อาจารย์กลุ่มนี้มาฝึกงานได้ เพื่อที่จะได้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ไปสอนนักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์ต่อไป “ครั้งนี้มาให้เห็นเสือ” เพราะเด็กรุ่นใหม่เคยเห็นแต่แมว หมายความว่า เด็กที่เรียนและสอนการแพทย์แผนไทยฮยู่ขณะนี้ไม่ค่อยได้เห็นหมอแผนไทยเต็มระบบ เคยเห็นแต่เจ้าหน้าที่ รพ.สต. หรือหมอนวด ทำให้มองไม่ออกว่าเรียนจบแล้วจะทำอะไรได้ ทั้งสเปกก็มีแต่ผู้หญิงร่างน้อย โดยแพทย์แผนไทยต้องการคนร่างกายกำยำเพื่อที่จะมีแรงนวดคนไข้ตัวใหญ่ๆได้ หมอบุณย์พาไปดูระบบของคลินิก มีเวชระเบียนผู้ป่วยเป็นตู้ๆเหมือนโรงพยาบาล มีห้องจ่ายยาที่เป็นสูตรแผนไทยปรุงเฉพาะคนไข้ และแคปซูลใสที่บรรจุผงยาไทยๆสีน้ำตาล ข้า’เจ้าเคยได้ยินจากท่านแม่ว่าหมอบุณย์จะยกเลิกระบบยาลูกกลอน หมอบุณย์เองก็มีโรงงานผลิตยาแผนไทย(แปรรูปสมุนไพร)ที่ได้มาตรฐานGMPอยู่เช่นกัน
.

ในการเยี่ยมชมคลินิกหมอบุณย์ คณาจารย์ ม.แม่ฟ้าหลวง สมัครเป็นคนไข้สาวๆหลายคน โดยเฉพาะโรคโลหิตสตรีประเภทประจำเดือนและมดลูก หมอจุ๋ม วรีวรรณ รัตนสาร รับหน้าที่ตรวจและอธิบายสาเหตุของโรคด้วยการกางหนังสือภาพวิทยาศาสตร์ร่างกายมนุษย์ประกอบ สังเกตจากปกที่แทบจะหลุดแล้ว หนังสือเล่มนี้คงถูกใช้ประกอบการอธิบายมาแล้วเป็นพันครั้ง
.

เย็นวันที่ 4 พฤษภาคม หมอบุณย์จัดโต๊ะจีนและคาราโอเกะไว้ให้คณาจารย์ ม.แม่ฟ้าหลวง และคณะนักวิจัยจาก ม.รังสิต ได้มาเจอกัน หมอบุณย์ให้2กลุ่มส่งตัวแทนออกมาร้องเพลง ซึ่งชะเอม อาจารย์สาวแว่นบุคลิกดีก็ร้องเพลงสากลได้พลังเสียงไพเราะอย่างไม่น่าเชื่อ ช้างยอมลูกยุขึ้นไปร้องหมอลำ แล้วจากนั้นช้างกับเอมก็ร้องเพลงคู่กันอีกหลายเพลง นัท ชอบกินปูและเคยมาอยู่คลินิกหมอบุณย์มาก่อน นั่งจ้องปูที่เหลือบนโต๊ะผู้ใหญ่ตาเป็นมันจนหมอบุณย์ยกจานปูมาให้ เพราะเห็นอาหารบนโต๊ะคณาจารย์หนุ่มสาวฝั่งนี้เกลี้ยงไม่เหลือซาก
.

เมื่อเวทีเงียบลง และทุกคนอิ่มพอสมควร หมอบุณย์สบโอกาสพูดคั่นรายการคาราโอเกะว่า บริษัทยาสมัยใหม่ตอนนี้สักแต่ขายยาของเดิมให้หมดสต๊อก แต่เบื้องหลังเปิดบริษัทใหม่ ทำแต่ไฟโต ไฟโต แล้วก็ไฟโต ข้า’เจ้าถามแม่ว่าไฟโตหมายถึงอะไร แม่ให้ถามเอม เอมตอบว่า ไฟโต หมายถึง พืช เช่น ไฟโตเคมี ไฟโตนิวเทรียนท์ แม่ยกตัวอย่างว่า มีสมุนไพรไทยที่คนไทยไมรู้จักแต่ต่างชาติมาค้นคว้าแล้วเอาไปสกัดเป็นสารที่คนไทยจับไม่ได้ว่ามาจากไหน แล้วถือลิขสิทธ์ในสมุนไพรนั้นนำมาขายเป็นยาแล้วห้ามใครอื่นสกัดสารจากพืชนั้นขายอีกไม่เว้นแม้แต่คนไทยเจ้าของพืชเอง หมอจุ๋มจับไมค์พูดต่อจากหมอบุณย์ว่าในวันนี้ไม่ใช่แค่ความยินดีแต่ต้องหยัดยืนสู้เพื่อการแพทย์แผนไทยเอง แล้วหมอบุณย์ก็ประกาศว่าคณาจารย์ ม.แม่ฟ้าหลวง กับทีมนักวิจัย ม.รังสิต จะเป็นพันธมิตรกันโดยปริยาย
.

5 พฤษภาคม 2556 คอร์ส1วันของหมอบุณย์เริ่มที่การแนะนำตัวของแต่ละคนว่ามีที่มาอย่างไรถึงได้มาทำงานด้านแพทย์แผนไทยจนถึงตอนนี้ แต่ละคนต่างมีแรงจูงใจไม่เหมือนกัน หลงทางบ้าง งงบ้าง เพราะคนรุ่นใหม่ไม่มีใครเคยเห็นแพทย์แผนไทยเต็มระบบมาก่อน ที่มีอยู่ก็หายากเข้าถึงยาก (จนต้องจัดทัวร์ดูงานครั้งนี้ขึ้น) เมื่อมาเห็นและมาไกลถึงการได้เป็นอาจารย์สอนแพทย์แผนไทยระดับมหาวิทยาลัยแล้ว หมอบุณย์ก็ตั้งใจว่าจะสอน “ครูสอนหมอ” ให้ได้ เหมือนสอนเข็มให้แทงผ้าได้แล้วจะต้องสอนเข็มให้เย็บผ้าเป็นอีก สำหรับข้า’เจ้าแล้วภารกิจของหมอแผนไทยที่จะต้องมาสอนครูให้สอนหมอไทยรุ่นใหม่ให้ได้นั้น ยิ่งกว่า”ฝนทั่งให้เป็นเข็ม”เสียอีก
.

เมื่อจบการเล็คเชอร์นั่งโต๊ะแล้ว หมอจุ๋มรับหน้าที่ตรวจและบรรยาย case คนไข้โรคโลหิตสตรี ที่หมายถึงการทำงานของร่างกายที่ประสานกับโลหิตประจำเดือน ฮอร์โมน และมดลูกของผู้หญิง ถึงหมอบุณย์จะบอกว่าตัวเองสามารถตรวจโรคผู้หญิงได้เหมือนมีมดลูกเอง แต่ให้หมอจุ๋มรับหน้าที่คงจะเหมาะสมกว่า หมอจุ๋มตรวจโรคริดสีดวงแล้วเล่าเรื่องที่น่าตกใจคือ ริดสีดวงไม่ควรผ่าตัดออกเพราะรูทวารหนักจะบีบเล็กลงเรื่อยๆจนต้องกินยาระบายให้อุจจาระเหลวถึงจะขับถ่ายได้ ควรรักษาจากทางเส้นเลือดภายในจะดีกว่า จากนั้นก็มีการสาธิต case ให้ยืนตรวจโครงสร้างร่างกายว่ามีส่วนใหนเอียงผิดปกติบ้าง มีการกางหนังสือแพทย์เปิดภาพประกอบอธิบายสาเหตุและอาการของโรค มีท่าบริหารง่ายๆสามารถทำได้ทุกคน
.

เมื่อข้า’เจ้าดูการสาธิตและเก็บภาพจนแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูปหมด ก็ถึงคราวที่จะฟังศัพท์แพทย์ไม่เข้าใจ ปล่อยให้คณาจารย์แพทย์ๆสาวๆฟังเล็คเชอร์ถามตอบกันไปเรื่อยๆ ข้า’เจ้าปลีกตัวออกมาเขียนไดอารีบล็อกชุดนี้สักพัก เจ้าหน้าที่โสตฯของคลินิกก็เดินผ่านมา เราแลกอัลบั้มรูปและวิดีโอกัน และข้า’เจ้ายังได้รับไฟล์รายการ “รู้ทันแผนไทย” เป็นตอนๆแถมมาด้วย พี่แหม่มมาช่วยงานคลินิกหมอบุณย์ก็ถือกล้องวิดีโอเก็บภาพอยู่อีกมุมหนึ่งเช่นกัน เราแลกที่อยู่เพื่อจะส่งDVD แลกไฟล์บันทึกกัน นอกนั้น พี่เหน่ง น้ายอม และท่านแม่ ก็ถือกล้องกันอยู่พร้อมหน้า มีเนม อาจารย์สาวอีกคนคอยถ่ายวิดีโอด้วยโทรศัพท์มือถือและนานจนข้า’เจ้าสงสัยว่าหน่วยความจำของมือถือเนมไม่มีวันหมดเชียวหรือ (กล้องคอมแพ็คของข้า’เจ้าก็อาจทำให้คนอื่นสงสัยเช่นนั้นเหมือนกัน)
.

เมื่อถึงช่วงพัก คณาจารย์สาวๆก็กรูกันออกมาทักข้า’เจ้า กอล์ฟขออ่านร่างไดอารีบล็อกของข้า’เจ้าแล้วชมว่าน่ารัก ข้า’เจ้าอธิบายว่าพยายามเขียนให้ได้สำนวนนี้โดยการอ่านหนังสือ “ความสุขของกะทิ” (เล่ม2ยังไม่จบ) แล้วเขียนจนชิน ตอนไหนที่ข้า’เจ้าไม่รู้สึกอินกับสำนวนนี้ก็จะเขียนไดอารีบล็อก “บันทึกของน้ำฝน” ออกมาไม่ได้ ข้า’เจ้าพักดื่มน้ำ ไปห้องน้ำ และกลับเข้าไปดูการสาธิตของหมอจุ๋มต่อ ส่วนหมอบุณย์นำตำราเก่าๆสีน้ำตาลออกจากตู้มาอวดให้ท่านแม่ดู มีทั้งบันทึกแผนโบราณของไทย ภาพพิมพ์กายวิภาคเก่ากรอบของฝรั่งเศส และสำเนาตำรา “แพดสาด”ลาว ที่ต้องเรียกพี่เหน่งเอากล้องของสาขาวิชามาเก็บภาพ หมอบุณย์นำไม้กฤษณาที่สะสมไว้มาอวด เวลาเดินไปห้องน้ำผ่านห้องสะสมของหมอบุณย์ก็จะได้กลิ่นไม้หอมกำจาย
.

เย็นวันที่ 5 หมอบุณย์พารถบัสคณาจารย์ ม.แม่ฟ้าหลวงไปจอดที่ร้านริมหาดแม่รำพึง พวกเราได้เจอกับน้องเจฟฟี่ที่เคยออกรายการฅนค้นฅนมาขายของเร่ และหมอบุณย์ประกาศว่าใครอยากสั่งอะไรก็สั่งเลย (ข้า’เจ้าสั่งไข่เจียวไปตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าร้านแล้วจึงไม่ติดขัดอันใด) พวกเราอิ่มหนำสำราญกันจนช้างสั่งแมงดาทะเลมากินตามที่เห็นโต๊ะข้างๆสั่ง เมื่อรู้ราคาแล้วช้างก็เริ่มหน้าซีดและกินไม่ลง ต้องขอให้โซนของรุ่นพี่ช่วยกินโดยอุบราคาไว้ ข้า’เจ้าได้ยินเสียงหมอบุณย์พูดดังมาถึงหูและอยากรู้ว่าทางโซนผู้ใหญ่เขาคุยอะไรกัน เพราะที่ผ่านมาข้า’เจ้าเคยเป็นเด็ก แล้วนั่งอยู่ข้างแม่รวมกับโต๊ะผู้ใหญ่มาตลอด แต่การได้อยู่ในวัยทำงานแล้วมีคนรุ่นเดียวกันมานั่งด้วยเยอะๆก็ช่วยให้ข้า’เจ้ามีเพื่อนเพิ่มมากขึ้น
.

ข้า’เจ้าเริ่มรู้สึกว่านั่งจนเมื่อยแล้วก็เลยลุกจากโต๊ะไปดูทะเลบ้าง ปรากฎว่า พี่เจี๊ยบ สาวสวยแม่ลูกอ่อนที่เป็นหุ่นสาธิตการตรวจโรคสตรีโดยหมอจุ๋ม ก็ยืนดูทะเลอยู่ตรงหน้าข้า’เจ้าแล้ว ว่ากันว่าหาดแม่รำพึงเป็นหาดอันตรายที่ชันและลึก ดูจากเนินบนหาดที่ลาดชันแล้วจินตนาการว่าน้ำขึ้นเท่านั้นก็น่ากลัวแล้ว ไม่มีใครก้าวล้ำเนินลงไปที่หาดเลยสักคน พี่เจี๊ยบบอกว่า ว่างๆมาเยี่ยมพี่เจี๊ยบที่โรงงานสมุนไพรของ ม.แม่ฟ้าหลวงบ้าง พี่เจี๊ยบอยู่คนเดียวเหงา ข้า’เจ้าได้ฟังจึงนึกออกว่า เจ้าหน้าที่โรงงานสมุนไพรที่ดูแลเปิดประตูให้หมอบุณย์ในตอนหมอบุณย์บุก ม.แม่ฟ้าหลวง ก็คือพี่เจี๊ยบนี่เอง เราเดินดูหมาทะเลและครอบครัวหนึ่งที่ตามเรามาเล่นกับหมา รอจนหมอบุณย์เม้าธ์แตกจบ แล้วก็ฝ่ากลิ่นขยะทะเลหลังร้านขึ้นรถบัสกลับโรงแรมนอน
.

6 พฤษภาคม 2556 คณาจารย์สาขาวิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ม.แม่ฟ้าหลวง แวะลงคลินิกแพทย์แผนไทยหมอบุณย์เพื่อรับยาตามที่หมอจุ๋มวินิจฉัย ส่วนใหญ่เป็นยาฟอกโลหิตสตรี (ของข้า’เจ้าเป็นยาน้ำสีน้ำตาลสูตร Vita1 และของแม่สีอ่อนกว่านิดหน่อยเป็นสูตร Vita3) แล้วอาจารย์เอกก็มาแอบเลือกแผผ่นเพลงที่ข้า’เจ้าขนขึ้นรถมาฟัง เพิ่งได้รู้ว่าลำโพงเพลงอยู่ทางด้านกลางตัวรถทำให้เสียงดังกว่าที่ข้า’เจ้าได้ยินจากหน้ารถมาก ต้องขอให้คนขับเบาเสียงลง

ทุกครั้งเวลาที่จบการดูงานแต่ละสถานที่ขึ้นมาอยู่ระหว่างการเดินทางบนรถบัสแล้ว ท่านแม่ก็อาศัยไมค์รถบัส เปิดอภิปราย เชิญอาจารย์ตัวแทนออกมาสรุปการดูงาน แม่บอกว่าต้องสอนให้อาจารย์ดูงานเป็น ไม่ใช่สักแต่ว่าไปเห็นตื่นตาตื่นใจว่าเขามีอะไรบ้าง แต่ต้องมองให้ออกด้วยว่าเขามีระบบวิธีคิดอย่างไรถึงนำเสนอออกมาอย่างนั้นด้วย เช่น โรงพยาบาลวังน้ำเย็น มีการริเริ่มใช้สมุนไพรเพราะเป็นโรงพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลทำให้ต้องผลิตสมุนไพรจนมีโรงงานได้มาตรฐานGMPอย่างทุกวันนี้ โรงพยาบาลพระปกเกล้ามีจุดเด่นคือสถิติการเก็บข้อมูลคนไข้ทำวิจัย ทำให้สามารถนำเสนอผลงานออกมาได้ชัดเจน หมอบุณย์มีความเป็นห่วงสถาบันแพทย์แผนไทยทำให้ต้องทุ่มเทกับการพัฒนาการแพทย์และการสอนอาจารย์ให้ไปสอนนักศึกษาที่กำลังจะเป็นแพทย์แผนไทยรุ่นต่อไป
.

จากการศึกษาดูงาน 4วัน ในการเดินทางไกลมาถึงภาคตะวันออก ครั้งนี้ ท่านแม่ คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ สาขาวิชาแพทย์แผนไทยประยุกต์ และกองทุนหมอธารา ได้รับความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนจิตสำนึกของแพทย์แผนไทย มาอย่างเต็มอิ่ม พร้อมที่จะนำไปถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไปที่ลงทะเบียนรอเรียนอยู่ พวกเราเหล่าคณาจารย์เงี้ยวง้าวแวะรถบัสจอดศูนย์OTOPซื้อของฝาก ข้า’เจ้าที่กำลังปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ตามคณาจารย์ลงไปเดินเล่น ทำให้ได้ของฝากติดมือขึ้นมาเหมือนกัน จากนั้นเมื่อรถบัสสตาร์ทตัวออกเดินทางไกลอีกครั้ง ข้า’เจ้าก็ม้วนผ้าห่มสีชมพูของพี่ปูเป็นหมอน เอนตัวลงนอนบนเบาะที่นั่งรถทัวร์แล้วหลับไป 🙂